posttoday
อาทิตย์ที่ ๒๒ ก.ค. บูชาธรรม ณ วัดพระแก้ว (ตอน ๒)

อาทิตย์ที่ ๒๒ ก.ค. บูชาธรรม ณ วัดพระแก้ว (ตอน ๒)

19 กรกฎาคม 2555

นั่นหมายถึง! เป็นความเชื่อมั่น (ศรัทธา) ที่เป็นไปตามความจริง ที่ไม่ขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปคำสั่งสอน

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

นั่นหมายถึง! เป็นความเชื่อมั่น (ศรัทธา) ที่เป็นไปตามความจริง ที่ไม่ขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่ในรูปคำสั่งสอนหรือหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ให้คติธรรมอันเป็นไปเพื่อความรู้แจ้งในกฎธรรมชาติ ซึ่งทำให้มีสติปัญญาที่จะรู้จักคิดอ่านพิจารณาตรวจหาเหตุผลในเรื่องนั้นๆ ก่อนที่จะเชื่อมั่นว่าเป็นอย่างนั้น...เป็นอย่างนี้ได้ โดยให้หลักอ้างอิงว่าสรุปรวบยอดแห่งความคิด...ที่จะนำไปสู่การพูด...ทำนั้น จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์โดยธรรมทั้งต่อตนเอง ทั้งต่อผู้อื่น ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ที่เรียกว่า วิถีแห่งกุศลธรรมนั่นเอง ที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าใช่เลย สิ่งนี้ เรื่องดังกล่าวนี้ คู่ควรแก่การศรัทธาหรือเชื่อมั่น...ทั้งนี้เพราะไม่มีโทษ...มีแต่คุณประโยชน์ และคุณประโยชน์นั้นเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง...

การมี “ศรัทธาธรรม” เกิดขึ้นนั้น จะสะท้อนให้เห็นความจริงในจิตใจของเราว่า

๑.จะไม่สงสัย...ไม่เคลือบแคลง...และจะปลงใจเลื่อมใสแนบสนิทในพระผู้มีพระภาคเจ้า

๒.จะไม่สงสัย...ไม่เคลือบแคลง...และจะปลงใจเลื่อมใสแนบสนิทในพระธรรมคำสั่งสอน

๓.จะไม่สงสัย...ไม่เคลือบแคลง...และจะปลงใจเลื่อมใสแนบสนิทในพระสงฆ์

๔.จะไม่สงสัย...ไม่เคลือบแคลง...และจะปลงใจเลื่อมใสแนบสนิทในไตรสิกขา (ศีล...สมาธิ...ปัญญา)

๕.เป็นผู้มั่นคงอยู่ในเมตตากรุณา ละจากความพยาบาทเบียดเบียนในเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย

ภาวะจิตของผู้มีศรัทธาที่มั่นคงเลื่อมใสในพระรัตนตรัย...ในไตรสิกขา และมีพรหมวิหารธรรมครองจิต ละขาดจากความพยาบาทเบียดเบียนในสัตว์ทั้งหลาย ย่อมน้อมไปเพื่อความพากเพียร เพื่อการหมั่นฝึกฝนอบรม เพื่อความพยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อการลงมือทำความพยายาม... บุคคลที่มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียรดังกล่าว เรียกว่า เป็นผู้สลัดทิ้งมารในใจไปได้แล้วอย่างแท้จริง...

สาธุชนผู้มีศรัทธาธรรมที่แท้จริง ย่อมจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล... ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล... ธรรมเหล่านี้มีคุณ... ธรรมเหล่านี้มีโทษ...

...ธรรมเหล่านี้ควรติเตียน... ธรรมเหล่านี้ควรสรรเสริญ

...ธรรมเหล่านี้มิใช่ประโยชน์เกื้อกูล... ควรละเสีย

...ธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์เกื้อกูล... ควรยึดถือปฏิบัติ

ในพระพุทธศาสนาของเรา ซึ่งมิได้ชักจูงให้เชื่อตามว่า ทำอย่างนั้นดี... ทำอย่างนั้นไม่ดี, ทำอย่างนี้ดี... ทำอย่างนี้ไม่ดี, คนนั้นเลว...คนนี้ดี, สำนักอาจารย์นั้นควร...สำนักอาจารย์นี้ไม่ควร ฯลฯ แต่สอนให้รู้จักคิดพิจารณาด้วยตนเอง ตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ถูกต้องตรงธรรม ที่สามารถเห็นได้ด้วยตนเอง เรื่องดังกล่าวมีธัมมานุสติอันควรอัญเชิญขึ้นมากล่าวอ้าง เพื่อแสดงให้เห็นธรรมวิถีในพุทธศาสนาที่แสดงหลักศรัทธา ซึ่งจะต้องเกิดจากทัศนคติที่ประกอบไปด้วยเหตุผลอันถูกต้องตรงธรรม ซึ่งมีเรื่องกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกถึงเกสปุตตนิคมของพวกกาลามะ ในแคว้นโกศล ชาวกาลามะได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ จึงพากันไปเข้าเฝ้าแสดงอาการต่างๆ กันในฐานะยังไม่เคยนับถือมาก่อน และได้ทูลถามว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมาสู่เกสปุตตนิคม ท่านเหล่านั้นแสดงเชิดชูแต่วาทะ (ลัทธิ) ของตนเท่านั้น แต่ย่อมกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกดวาทะผู้อื่น ชักจูงไม่ให้เชื่อ, สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งก็มาสู่เกสปุตตนิคม ท่านเหล่านั้นก็แสดงเชิดชูแต่วาทะของตนเท่านั้น ย่อมกระทบกระเทียบ ดูหมิ่น พูดกดวาทะฝ่ายอื่น ชักจูงไม่ให้เชื่อ, พวกข้าพระองค์มีความเคลือบแคลงสงสัยว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ!?”

เมื่อมีปุจฉาตั้งขึ้นอย่างนี้จากชาวกาลามะ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรามิได้ทรงวิสัชนาแสดงลงไปในทันทีว่า อย่างนั้นถูก อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ทรงชักจูงไปเพื่อให้เชื่อตาม ในขณะที่ชาวกาลามะยังไม่รู้... ไม่เข้าใจในหลักธรรมที่ควรจะนำมาประกอบการอ้างอิงพิจารณาเพื่อให้เข้าถึงเหตุผลอันควรเชื่อหรือไม่เชื่อ ดังนั้นจึงทรงมีพระมหากรุณาแจกแจงแสดงหลักธรรมอันควรนำไปพิจารณาให้ชาวกาลามะได้รู้จักคิดอย่างมีธรรมอ้างอิง ดังที่ทรงมีพระดำรัสว่า...

“กาลามชนทั้งหลาย เป็นการสมควรที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลง สมควรที่จะสงสัย ความเคลือบแคลงสงสัยของท่านทั้งหลายเกิดขึ้นในฐานะกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย

อย่ายึดถือ เพราะฟัง (เรียน) ตามกันมา อย่ายึดถือ เพราะถือสืบๆ กันมา อย่ายึดถือ โดยการเล่าลือ อย่ายึดถือ โดยการอ้างอิงตำรา อย่ายึดถือ โดยตรรก (ตักกะ) อย่ายึดถือ โดยการอนุมาน (นยะ) อย่ายึดถือ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (อาการปริวิตักกะ) อย่ายึดถือ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน (ทิฏฐินิชฌานักขันติ) อย่ายึดถือ เพราะเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อถือ (ภัพพรูปตา) อย่ายึดถือ เพราะนับถือว่าท่านนี้เป็นครูของเรา (สมโณโนครุติ) จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาได้ปูพื้นฐานความคิดไปสู่การมีจิตศรัทธาอย่างมีขั้นมีตอน ตั้งแต่เป็นผู้รู้จักคิดเองเป็น มิใช่ช่างถามแต่ส่วนเดียว โดยไม่รู้จักคิดพิจารณาด้วยตนเองเลย กลายเป็นพวกกะถังกะถี! ที่ชอบขี้ระแวงสงสัย มีวิตกจริตจนเสียรูปจิต ให้ดำรงอยู่ในวิถีวิปลาสจิต จนยากที่จะเรียนรู้รับธรรม จึงให้มีทิฏฐิวิบัติ ขาดสมบัติอันควรได้...ควรเป็น ให้ยากต่อการเข้าสู่กระแสธรรม เพื่อบำเพ็ญให้เกิดประโยชน์ในฐานะมนุษย์ที่ประเสริฐ อันควรดำเนินชีวิตด้วยการประพฤติธรรม ทั้งนี้เพราะไม่สามารถปลูกสร้าง “ต้นศรัทธา”

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท