
จักรพล จันทวิมล สานต่อกิจการสไตล์คนรุ่นใหม่
พูดถึงรองเท้าในตำนานอย่าง “นันยาง” เชื่อว่าคงไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนส่ายหน้าไม่รู้จัก
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
พูดถึงรองเท้าในตำนานอย่าง “นันยาง” เชื่อว่าคงไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนส่ายหน้าไม่รู้จัก หรือไม่เคยสวมนันยางไปโรงเรียน เช่นเดียวกับ จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลซอโสตถิกุล (เจ้าของธุรกิจเครือบริษัท นันยาง ซีคอนโฮม ไทยชูรส และซีคอนสแควร์) ที่ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เพียงผูกพันกับรองเท้านันยางในฐานะคนใส่ แต่ยังผูกพันที่ได้เติบโตมาพร้อมๆ กับธุรกิจนี้ นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เมื่อเติบใหญ่ จั๊กเลือกเข้ามาสานต่อกิจการอันเป็นตำนานนี้ให้คงอยู่ต่อไป
ปัจจุบัน จั๊กดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด และผู้บริหารงานด้านสื่อสารองค์กร ความรับผิดชอบหลักๆ คือ ดูแลงานด้านการตลาดและขายของรองเท้านันยาง พัฒนาภาพลักษณ์ของแบรนด์ ขยายช่องทางการสื่อสารการตลาดใหม่ๆ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการขาย นอกเหนือจากนี้ ยังทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องการสื่อสารการตลาดกับบริษัทในเครืออีกด้วย
ก่อนที่จะเข้ามานั่งตำแหน่งนี้ จั๊กในวัย 27 ปี บอกว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวว่า ไม่อนุญาตให้ลูกหลานเรียนจบมาแล้วเข้ามาทำงานที่บ้านทันที ต้องไปหาประสบการณ์จากการทำงานข้างนอกอย่างน้อย 3 ปี หลังคว้าปริญญาตรีจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนุ่มจั๊กจึงต้องไปทำงานเป็นฝ่ายขายอยู่ที่เอสซีจีก่อน 2 ปี ก่อนจะลัดฟ้าไปศึกษาต่อด้านการสื่อสารการตลาด ที่ประเทศอังกฤษ และกลับมาทำธุรกิจครอบครัว
“สำหรับกรณีของผมถือว่าเร็วมากนะ ทำงานนอกบ้านแค่ 2 ปี ก็ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจที่บ้าน เพราะจริงๆ แล้ว ที่ทางบ้านให้ลูกหลานออกไปหาประสบการณ์นอกบ้าน ก็เพื่อฝึกให้ลูกหลานมีคุณภาพ มีอะไรที่จะมาแข่งกับคนที่เป็นมืออาชีพข้างนอกที่จะเข้ามาทำงานในบริษัทเหมือนกัน”
การได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตำนานของนันยาง ถือเป็นเพียงก้าวแรกของผู้บริหารหนุ่มนักเรียนนอก ต้องยอมรับว่า การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การจะครองตำแหน่งแชมป์ไว้นั้นยิ่งยากกว่า เช่นเดียวกับนันยาง ที่เป็นตำนานเป็นอะไรที่คนรู้จัก แต่จะทำอย่างไรให้นันยางสืบทอดตำนานนั้นต่อไปในรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้ ดังนั้นในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ จั๊กก็พยายามทำให้ดีที่สุด ด้วยการนำช่องทางการสื่อสารหรือการทำการตลาดแบบสมัยใหม่เข้ามาใช้ในธุรกิจ
“ตอนผมมาเริ่มงานเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนี้กระแสโซเชียลเน็ตเวิร์กในเมืองไทย ยังไม่ฮิตขนาดนี้ แต่ในฐานะนักเรียนอังกฤษผมรู้แล้วว่าที่ต่างประเทศฮิตมาก กระแสกำลังมา ผมก็เลยจับเอาตรงนี้เข้ามาใช้กับธุรกิจ เปิดหน้าเฟซบุ๊กไว้เป็นช่องทางสื่อสารกับเด็กๆ วัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย”
สำหรับผลตอบรับต้องบอกว่าน่าพอใจมาก แม้ปีแรกที่เปิดหน้าเฟซบุ๊ก จะมีแฟนๆ มากดไลค์เพียง 2,000 คน แต่พอขึ้นปีที่ 2 ตัวเลขแฟนเพจกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในหลักหมื่น และปัจจุบันก็ขึ้นสู่หลักแสนแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดของประเทศ หากจัดประเภทในแง่เพจหน้ากีฬา
“นอกจากเฟซบุ๊กจะตรงใจเด็กๆ แล้ว ในฐานะคนก็ต้องมีจิตวิทยาเข้าใจเด็กด้วย ไม่ใช่นึกอยากโพสต์อะไรก็โพสต์ ยกตัวอย่าง เช้ามาแทนที่จะโพสต์ว่า วันนี้ตั้งใจเรียนนะเด็กๆ เราก็จะโพสต์ว่า เมื่อเช้าใครลอกการบ้านเพื่อนบ้าง แค่นั้น รับรองมีเด็กๆ มาตอบเพียบ ยิ่งกว่านั้น การทำเฟซบุ๊กนอกจากเราจะได้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าแล้ว ยังเป็นการทำวิจัยชั้นดี เช่นเราจะทำโฆษณาซักตัว แทนที่จะเสียเงินทำวิจัยมากมาย เราก็แค่โพสต์เข้าไปว่า เด็กๆ อยากเห็นโฆษณาแบบไหนแทน”
ไอดอลที่เป็นต้นแบบในการทำงาน หนุ่มจั๊ก ยกให้คุณยาย (บุญสม ซอโสตถิกุล) นอกจากท่านจะเป็นผู้หญิงเก่ง ตะลุยโรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพ แต่ท่านก็เป็นที่รักของพนักงาน เป็นคุณยายที่ใจดีของหลานๆ คำสอนของคุณยายที่ประทับใจคือ ความซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเอง คนรอบข้าง และลูกค้า ซึ่งเราต้องรักษาคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพไม่เปลี่ยน นั่นคือ การใช้ยางธรรมชาติ 100% เอกลักษณ์พื้นเขียว ใส่แล้วไม่ลื่น
บันดาลใจผู้บริหารไฟแรง
1.บรอนซ์อวอร์ด เป็นรางวัล “สุดยอดแคมเปญทางการตลาดครั้งที่ 5 ประจำปี 2554 (MAT Award)” ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จากแคมเปญการแข่งขันฟุตบอลพลาสติกในชุดนักเรียน “นันยาง โกลหนู ไทยแลนด์ เลเจนด์คัพ ครั้งที่ 1” เป็นรางวัลแรกของการทำงาน ซึ่งได้รับจากโปรเจกต์ที่เข้าไปมีส่วนร่วม ซึ่งรางวัลนี้เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในการทำงาน
2.รองเท้านันยาง นอกจากจะใส่เปลี่ยนมาไม่รู้กี่คู่ตั้งแต่เด็ก จนทุกวันนี้ก็ยังใส่เตะบอล ออกกำลังกายแล้ว การใส่รองเท้านันยางยังทำให้ในฐานะคนทำงานรู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของสินค้าเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพอีกด้วย
3.ไอแพด+ไอโฟน ด้วยงานที่เน้นการสื่อสารการตลาดในรูปแบบใหม่ ที่เน้นเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้ต้องเกาะติดกับเทคโนโลยีตลอดเวลา
4.ถุงกระดาษรุ่นแรกของนันยาง เอาไว้ในห้องทำงาน เหมือนเป็นเครื่องสะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของตำนานรองเท้านันยาง จากวันแรกที่ผลิตเพียง 20 คู่ คู่ละ 12 บาท แต่ปัจจุบันมีการยอดการผลิตแล้วถึง 50 ล้านคู่
5.หนังสือพระ (หลวงพ่อจรัญ) พกไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจเวลาที่เห็นก็จะนึกถึงคำสอนของท่าน และย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่บวช







