
ที่นอน...ในแบบที่ใช่
ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่กำลังมองหาที่นอนดีๆ เข้าบ้าน ถามว่าจำเป็นไหมที่ราคาต้องแพงเว่อร์
โดย...โฮมฮัก ภาพ สปริงเมท
ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่กำลังมองหาที่นอนดีๆ เข้าบ้าน ถามว่าจำเป็นไหมที่ราคาต้องแพงเว่อร์ สำหรับผมคำตอบคงไม่จำเป็นครับ เพราะในความเป็นจริงที่นอนที่ดี ก็ใช่ว่าจะมีราคาสูงเสมอไป และถ้าจะเลือกก็คงต้องเป็นที่นอนที่เหมาะกับเราผู้ใช้นอนหลับสบาย ไม่สร้างปัญหาให้เวลานอนหรือหลังตื่นนอน แบบว่าเวลาปลงหัวลงแล้วหลับตาไม่ลง หรือตื่นขึ้นมาปวดอะไรยังงี้ ผมมีคำแนะนำก่อนตัดสินใจว่าควรเลือกที่นอนแบบไหน
เลือกที่นอนให้เหมาะกับผู้ใช้
ที่นอนที่ดี คุณภาพดี ควรมีอะไรรับรอง อย่างเห็นก็ต้องมีมาตรฐานรับรองหน่อยครับ ไม่ใช่โมเมของเราดียังงั้นดียังงี้ เช่น มาตรฐาน ISO 9001:2008 มีการวิจัยเลือกสรรวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตอย่างพิถีพิถัน การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต และในทุกขั้นตอนการผลิตต้องใส่ใจ
ที่นอนที่ดีควรให้ความสำคัญกับความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องของอายุ เพศ น้ำหนักของผู้ใช้ รวมถึงพฤติกรรมในการนอน ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขอบอกว่า ส่งผลต่อการเลือกที่นอนที่เหมาะสมกับผู้ใช้ทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะเลือกหาที่นอนในแบบที่ใช่ แนะนำให้ดูข้อมูลเหล่านี้ประกอบ
1.Prospring : มีความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงของโครงสร้างสปริง แบบ Double Offset ที่มีความแข็งแรงคงทน สปริงแต่ละตัวในโครงสปริงลักษณะนี้จะถูกยึดเข้าด้วยกันอย่างมั่นคงด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติทันสมัย
โดยที่นอนประเภทนี้เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้ใช้ที่มีน้ำหนักมากและผู้ที่คุ้นเคยกับการนอนที่นอนสปริงแต่เดิม
นอกจากนี้ มีโครงสปริงแบบ Pocket ซึ่งจะมีจำนวนสปริงมากกว่าทั่วไปถึง 2 เท่า และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าโครงสปริงแบบอื่นๆ วงสปริงแต่ละวงจะถูกหุ้มอยู่ในถุงผ้าแยกออกจากกันอย่างอิสระ การยุบตัวของที่นอนจะถูกจำกัดอยู่ในบริเวณที่รองรับน้ำหนักของผู้นอนเท่านั้น ดังนั้นการขยับตัวของผู้นอนคนหนึ่งจะไม่รบกวนการนอนหลับของอีกฝ่าย ถือว่าประเภทนี้เหมาะกับเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับที่นอนแบบนุ่มมาก่อน
2.Permapine : เป็นที่นอนซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสุขภาพหลังของคนไทยโดยเฉพาะ มีความหนาแน่นสูง โดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหากับการนอน และไม่สามารถนอนที่นอนระบบสปริงได้ ซึ่งที่นอนประเภทนี้เหมาะกับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่คุ้นเคยการนอนบนพื้นหรือโครงสร้างแข็ง และผู้ที่ประสบปัญหาอาการปวดหลัง
3.Simplyon : เป็นที่นอนที่ใช้ยางพาราคุณภาพสูง เป็นวัสดุโครงสร้างหลัก ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่น มีการรองรับน้ำหนักที่สมดุลและลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากจะดีต่อสุขภาพหลังแล้วยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะกับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ชาวต่างชาติและผู้ที่ชื่นชอบที่นอนนุ่ม แต่ผู้ใช้ที่นอนแบบแข็งมาก่อนไม่แนะนำ
4.Metisense : สำหรับผู้ห่วงใย ใส่ใจในสุขภาพและผู้ที่ชอบความนุ่มสบายเป็นพิเศษ ด้วยโครงสร้างวัสดุหลัก Viscoelastic Polyurethane Foam หรือ Memory foam ช่วยลดแรงต้านทานและแรงกดทับในบริเวณจุดต่างๆ ของร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด โดยเมื่อมีการพลิกตัวหรือหลังใช้งานแล้ว Memory Foam จะกลับสู่สภาพเดิมอย่างนิ่มนวล ซึ่งที่นอนประเภทนี้มีลักษณะโครงสร้างค่อนข้างนุ่ม เหมาะสำหรับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ที่คุ้นเคยกับที่นอนแบบนุ่มเท่านั้น
การดูแลรักษา
เพื่อยืดอายุการใช้งานที่นอนให้ยาวนานขึ้น ย่อมต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีและถูกวิธี โดยมีวิธีปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
1.กลับที่นอนทุก 3 เดือนเป็นประจำ โดยกลับจากหัวไปท้ายใน 3 เดือนแรก และจากด้านบนไปด้านล่างใน 3 เดือนถัดมา หากเป็นที่นอนที่ออกแบบมาให้นอนได้ด้านเดียวให้กลับจากหัวไปท้ายในทุกๆ 3 เดือน
2.ดูดฝุ่นที่นอนทุก 3 เดือน และทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำ เนื่องจากฝุ่นเป็นสาเหตุของการเกิดโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้
3.เปิดหน้าต่างห้องนอนให้ลมโกรกเป็นครั้งคราว เพื่อระบายอากาศภายในที่นอน
4.ห้ามนำที่นอนไปตากแดดจัดโดยเด็ดขาด นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว ความร้อนและรังสียูวีจะทำให้วัสดุต่างๆ ในที่นอนเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่นอนที่ทำจากวัสดุหลักอย่างยางพาราและเมมโมรี โฟม (Memory Foam)
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ตัวไรฝุ่นในที่นอนอาจจะกระตุ้นอาการให้กำเริบได้ เพื่อเป็นการป้องกันควรปูผ้ากันเปื้อนที่ถอดซักได้บนที่นอนทุกครั้งป้องกันการสะสมของคราบเหงื่อไคลต่างๆ อันเป็นอาหารของไรฝุ่น แม้ว่าผ้าหุ้มที่นอนจะมีคุณสมบัติป้องกันไรฝุ่นในตัวแล้วก็ตาม







