posttoday
จากการประชุม Rio+20 สู่ Rio20

จากการประชุม Rio+20 สู่ Rio20

13 กรกฎาคม 2555

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2012 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การประชุม Rio+20”

โดย...ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2012 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การประชุม Rio+20” ระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล จบลงหลังการเจรจาถกเถียงกันอย่างเข้มข้นและยืดเยื้อจนถึงนาทีสุดท้าย ด้วยการรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุมที่ใช้ชื่อว่า “อนาคตที่เราต้องการ” (The Future We Want) เป็นเอกสารที่มีความยาว 53 หน้า มีเนื้อหาแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม การยืนยันพันธสัญญาทางการเมือง เรื่องเศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืน และการขจัดความยากจน เรื่องกรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเรื่องกรอบการดำเนินงานและการติดตามผล

ผลการประชุม Rio+20 ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้าหรือความสำเร็จมากที่สุด คือ การเห็นชอบร่วมกันให้มีการกำหนด “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development Goal : SDG) โดยกระบวนการระหว่างรัฐที่ครอบคลุมและโปร่งใส ในรูปแบบการจัดตั้งคณะทำงาน โดยมีตัวแทนจาก 30 ประเทศ ที่มาจากภูมิภาคต่างๆ ซึ่งระบุให้จัดตั้งขึ้นไม่ช้ากว่าการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 67 (ก.ย. 2012) และให้นำเสนอวิธีและแนวทางการทำงานต่อการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 68 (ปี 2013) เนื้อหาเหล่านี้เป็นไปตามข้อเสนอของกลุ่ม G77+จีน โดย SDG ที่จะกำหนดขึ้น จะเป็นเป้าการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปี 2015 เป็นเป้าหมายที่เสริมและต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDG) ที่มีกรอบเวลาดำเนินงานสิ้นสุดในปี 2015 นอกจากนี้ SDG จะต้องสอดคล้องกับหลักการของปฏิญญาริโอ (มีอยู่ 27 ข้อ เช่น สิทธิในการพัฒนา ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง) รวมทั้ง AGENDA 21 และแผนปฏิบัติการโยฮันเนสเบิร์ก

จากการประชุม Rio+20 สู่ Rio20

 

สำหรับผลการประชุม Rio+20 ในหัวข้ออื่นๆ แม้ว่าจะสามารถหาข้อสรุปยุติร่วมกันได้ แต่เนื้อหาข้อความในเอกสารส่วนใหญ่เป็นผลจากการประนีประนอม ขาดการระบุถึงความมุ่งมั่นต่อการดำเนินงาน ไม่มีข้อเสนอที่เป็นแนวคิดใหม่ เป็นเพียงการย้อนกลับไปยืนยันแนวคิดและหลักการเดิมในปฏิญญารีโอที่ได้เคยตกลงกันไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในการประชุม Earth Summit ปี 1992 และไม่มีการกำหนดคำมั่นสัญญาใดๆ จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในด้านการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันก็ไม่มีคำมั่นสัญญาหรือข้อผูกมัดใดๆ ต่อประเทศกำลังพัฒนา

ในที่นี้จะได้กล่าวถึงผลลัพธ์การประชุมใน 2 เรื่อง คือ เรื่องเศรษฐกิจสีเขียว และกรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและขจัดความยากจน มีการเห็นชอบร่วมกันว่า “นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy Policy) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้แต่ละประเทศเลือกกำหนดรูปแบบและแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของตนเองโดยอิสระ แต่ให้สอดคล้องกับหลักการของปฏิญญารีโอ และ AGENDA 21 ทั้งนี้การดำเนินงานเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวจะต้องไม่นำไปสู่ปัญหาการสร้างเงื่อนไขใหม่สำหรับการช่วยเหลือ (ODA) และสนับสนุนทางการเงินต่อประเทศกำลังพัฒนา และการสร้างมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่สำหรับในด้านเครื่องมือหรือแนวทางเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่มีการระบุและกำหนดเกี่ยวกับแหล่งการเงินใหม่หรือพันธสัญญาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ให้เป็นไปตามการเจรจาตกลงร่วมกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับเทคโนโลยี ไม่มีข้อกำหนดหรือกลไกใหม่ใดๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก

ในเรื่องกรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Institutional Framework For SD) ซึ่งมีทางเลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น การปรับเปลี่ยนคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Commission On SD) ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ภายหลังการประชุม Earth Summit ในปี 1992 ไปเป็น “คณะมนตรีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” (SD Council) เป็นต้น จากผลการประชุมได้มีข้อสรุปให้จัดตั้ง “การประชุมผู้นำทางการเมืองระดับสูงระหว่างรัฐ” (High Level Political Forum : HLPF) เพื่อสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนภายหลังการประชุม Rio+20 ซึ่งในท้ายที่สุด HLPF จะทำหน้าที่แทนคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเอกสารได้มีกำหนดเป้าหมายว่าให้มีการประชุม HLPF ครั้งแรกภายในปี 2013

จากการประชุม Rio+20 สู่ Rio20

 

สำหรับประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารปกครองด้านสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Governance) ความพยายามผลักดันจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกการจัดตั้งองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมโลก (คล้ายกับองค์การการค้าโลก) หรือการจัดตั้งองค์กรเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้องค์การสหประชาชาติ (คล้ายกับองค์การอนามัยโลก หรือองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ผลสรุปของการประชุมเป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพและความเข้มแข็งของ “โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ” (UNEP) โดยใช้แนวทางต่างๆ เช่น การสร้างความมั่นคงและเพียงพอด้านงบประมาณ การปรับระบบสมาชิกสภาบริหารของ UNEP เป็นต้น ภายหลังการประชุมทางสหภาพยุโรปได้ประกาศแสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการจัดตั้งองค์กรเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้องค์การสหประชาชาติต่อไป

การประชุม Rio+20 ในปี 2012 นี้ ถูกกำหนดให้จัดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน แต่เนื้อหาผลการประชุมโดยส่วนใหญ่ คือ การเรียกร้องให้ดำเนินการตามหลักการและแนวทางต่างๆ ที่เคยประกาศร่วมกันไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในการประชุม Earth Summit ปี 1992 ที่นครรีโอเดจาเนโร สำหรับผลการประชุมที่พอจะเป็นความก้าวหน้าก็อยู่ในลักษณะการจัดตั้ง “กระบวนการทำงาน” ซึ่งต้องติดตามต่อไปอีกระยะหนึ่งว่าจะก่อให้เกิดผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ ภายหลังการประชุมจึงนำมาสู่ความผิดหวังและข้อวิจารณ์ผลการประชุมโดยรวมว่าเป็น “Rio–20” มากกว่าจะเป็น “Rio+20” ตามที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม มีการบ้านหลายเรื่องสำหรับประเทศไทยที่เกี่ยวเนื่องจากผลลัพธ์การประชุมครั้งนี้ ซึ่งต้องเริ่มเตรียมความพร้อมที่สำคัญ ได้แก่ 1.การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว” ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางดำเนินงาน สภาพแวดล้อม และเงื่อนไขที่จำเป็นและเหมาะสม (Enabling Environment) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ตัวชี้วัดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ความเสี่ยงและข้อควรระวัง ฯลฯ และ 2.การกำหนด “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” (SDG) ทั้งที่เป็นเป้าหมายสำหรับประเทศเราเอง และเพื่อไปร่วมเจรจากำหนดเป้าหมาย SDG ในระดับโลก

&<2288;

&<2288;

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท