
นำเสนออย่างมีพลังแบบมืออาชีพ
....เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย
คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสันทัดในการนำเสนอ ที่จริงแล้วคนชาติไหนก็ไม่ถนัดพอกัน ใน www.publicspeakingskills.com แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในการฟังการนำเสนอนั้น 69% พบว่าน่าเบื่อ 34% ทรมาน มีเพียง 19% เท่านั้นที่เพลิดเพลิน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนบราสกา เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2005 ว่า ทักษะในการนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญ มันจะอยู่กับเราห้าสิบหรือหกสิบปี หากว่าเก่งก็เป็นสินทรัพย์ หากว่าไม่เก่งก็เสมือนหนี้สิน
สิบปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสโค้ชผู้บริหารในเรื่องทักษะการนำเสนอแบบมืออาชีพ ผมได้หาหนังสือภาษาไทยเพื่อประกอบการโค้ช ซึ่งก็หาที่ถูกใจได้ยาก ในที่สุดจึงเขียนขึ้นเองในชื่อว่า นำเสนออย่างมีพลังแบบมืออาชีพ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้า เรียบเรียง และรวบรวมจากหลายแหล่ง หลายครู ที่สำคัญจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ทำผิดพลาดมามาก
หนังสือเล่มนี้มีสไลด์ประกอบและคลิปตัวอย่างที่น่าสนใจ โดยสามารถติดตามได้จาก
http://www.thaicoach.com//main.php?action=detail&&type=15&&topic_id=7
ลองมาดูบทเรียนบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้กันครับ
1.คนส่วนใหญ่กลัวการนำเสนอ จนมีศัพท์ทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Glossophobia ทางแก้ง่ายๆ คือเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกต้องเสียใหม่ ในบทความของ มอร์ทัน ซี. ออร์แมน ที่ชื่อ เอาชนะความกลัวจากการนำเสนอ ได้ให้เทคนิคไว้ว่า นิยามของคำว่าความสำเร็จในการนำเสนอ คือการมีความเชื่อที่ว่าผู้ฟังได้คุณค่าและประโยชน์จากการนำเสนอของเรา แทนที่จะมุ่งความสนใจว่าการนำเสนอของเราสมบูรณ์แบบหรือดีเพียงใด หากมุ่งที่ประโยชน์คนฟังแล้ว เราจะประหม่าน้อยลง ถึงแม้ว่าการนำเสนอของเราอาจจะไม่สนุกสนานเท่าใดนัก
2.กรณีศึกษาของ คงพันธ์ ปราโมช ณ อยุธยา ที่ไปชนะเลิศการประกวดแผนธุรกิจที่ฮาวายในงาน Bangkok Business Challenge 2002 เขาได้แนะนำว่า ในการนำเสนอที่ใช้ภาษาอังกฤษนั้นไม่ต้องกังวลมากนักกับไวยากรณ์ ขอให้เน้นที่เนื้อหาและแนวคิดที่ดี นอกจากนี้ก่อนแข่งยังต้องซ้อมมากกว่ายี่สิบครั้งให้เพื่อนและอาจารย์ฟัง พร้อมทั้งรับข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำมาปรับปรุงการนำเสนอให้ดีขึ้น
3.หากตามลิงก์ด้านบนเพื่อไปดูวิดีโอคลิปของ ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่พูดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ค.ศ. 1963 ให้คนกว่า 2.5 แสนคน ฟังในการพูดแห่งศตวรรษที่ชื่อว่า I have a dream เราจะเห็นการใช้ Power Pause คือการหยุดพูดให้คนคิดในระหว่างการนำเสนอครั้งละ 48 วินาที คนทั่วไปมักคิดว่าการนำเสนอไม่ควรมีความเงียบ ซึ่งเข้าใจผิด เพราะความเงียบเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ดร.คิง ยังใช้การพูด โดยมี Theme คือมีการพูดย้ำคำว่า I have a dream ถึง 7 ครั้งใน 2 นาที
4.หนังสือมีสมดุลระหว่างการเตรียมการและการนำเสนอ โดย 5 บทแรกเน้นที่การเตรียม และ 2 บทหลังเน้นเรื่องภาษากาย การใช้เสียง และการใช้สายตา
5.เทคนิคการเตรียมสไลด์ในการนำเสนอ โดยยึดหลักใส่ให้น้อยจะสื่อความได้มากกว่า คือการใช้ข้อความเพียงเล็กน้อยในแต่ละสไลด์ โดยไม่ควรเกิน 6 บรรทัดต่อสไลด์ และไม่ควรเกิน 10 คำในแต่ละบรรทัด โดยยกตัวอย่างกรณีที่กระสวยอวกาศโคลัมเบีย ที่เกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ค.ศ. 2003 อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากปัญหาด้านเทคนิค ซึ่งวิศวกรได้นำเสนอให้ผู้บริหารนาซาก่อนเกิดเหตุ โดยรูปแบบสไลด์ซึ่งมีข้อความอัดแน่นเกินไปจนไม่สามารถทำให้ผู้บริหารเข้าใจปัญหาเทคนิคดังกล่าวได้ ทำให้ลูกเรือและนักวิทยาศาสตร์ 7 คน ต้องเสียชีวิตลง พร้อมกับความสูญเสียหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ
6.การเชื่อมระหว่างสไลด์ ในการนำเสนอเรามักจะได้ยินคนนำเสนอส่วนใหญ่เมื่อจบสไลด์แผ่นที่นำเสนอ แล้วขึ้นสไลด์ใหม่ มักจะพูดว่า
“สไลด์ถัดไปคือ...” แต่ว่าผู้นำเสนอแบบมืออาชีพจะไม่ใช้คำพูดดังกล่าว เช่นสมมติว่าเรากำลังนำเสนอสไลด์ที่มีข้อความว่า การนำเสนอมี 3 หัวข้อ คือ ก่อนการนำเสนอ ระหว่างการนำเสนอ และหลังการนำเสนอ เมื่อจะขึ้นสไลด์ถัดไปที่มีหัวข้อเรื่อง ก่อนการนำเสนอ พร้อมกับเนื้อหา เราจะเชื่อมโยงโดยการพูดว่า “หลังจากเราทราบภาพรวมของทั้ง 3 หัวข้อแล้ว เราจะมาเริ่มกันที่ สิ่งที่ควรทำก่อนการนำเสนอ...” ยังมีเทคนิคที่ดีอีกมากจาก นำเสนออย่างมีพลังแบบมืออาชีพ ตามร้านหนังสือทั่วไปครับ






