
ชีวิตลิขิตเอง
7 ปีที่แล้ว คอหนัง (จำนวนไม่น้อย) คงมีโอกาสย่างกรายเข้าไปเดินอยู่ในสมรภูมิรบ Taegukgi
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
7 ปีที่แล้ว คอหนัง (จำนวนไม่น้อย) คงมีโอกาสย่างกรายเข้าไปเดินอยู่ในสมรภูมิรบ Taegukgi ของผู้กำกับแดนกิมจิ “คังเจกยู” เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ผู้กำกับคนเดิมก็หวนกลับสู่วงการอีกครั้ง พร้อมยังสร้างสมรภูมิรบใหม่ขึ้นมา ภายใต้เงื่อนไขการกอบกู้อิสรภาพแห่งชาติเกาหลี
My Way มีความเป็นหนังสงครามสูง เมื่อเทียบกับ Taegukgi ดีกรีการรบพุ่งมีมากกว่าหลายเท่า ความสมจริงในหลายๆ ฉากเกิดจากความตั้งใจของผู้กำกับ ที่อยากสะท้อนถึงภาพความโหดเหี้ยมและเลวร้ายในช่วงที่เกาหลีต้องตกอยู่ในอาณัติของญี่ปุ่น
ถือเป็นหนังสงครามที่ทำได้น่าดูและสมราคาโม้ในเรื่องการทุ่มทุนสร้างกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวหนังเองก็อัดแน่นด้วยนักแสดงเกาหลี ญี่ปุ่น จีนแผ่นดินใหญ่ ขาดไม่ได้ก็งานวิชวลเอฟเฟกต์ล้ำๆ ตลอดทั้งงานบันทึกเสียง การถ่ายภาพ และการตัดต่อ ที่ชวนตื่นตาเร้าใจในทุกๆ ฉาก
น้องๆ หนูๆ ที่คิดจะดูและเรียนรู้ประวัติศาสตร์สงครามญี่ปุ่นกับเกาหลีควรอย่างยิ่ง ผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำ เพราะหลายๆ ฉากนั้นโหดเกิน บางฉากก็ล่อแหลม ทำการเลียนแบบได้ไม่ยาก
ถึงอย่างนั้น ในความเป็นหนังสงครามที่นำเสนออย่างตรงไปตรงมา สิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับไม่เคยละทิ้ง ก็เห็นจะไม่พ้นอารมณ์ดรามาแบบแมนๆ ของ 2 ตัวละคร “จุนซิก” (จางดองกัน) กับ “ทัตสึโอะ” (โจ โอดางิริ)
ในหนังทั้งคู่เป็นเพื่อนรักและโตมาด้วยกัน พวกเขาฝันอยากเป็นนักวิ่งมาราธอนโอลิมปิก ทว่าชะตากรรมก็กลับพลิกผัน เมื่อผลการแข่งขันวันคัดตัวมาถึง จุนซิกวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แต่กรรมการที่เป็นชาวญี่ปุ่นโกงกันหน้าด้านๆ เพื่อให้ทัตสึโอะเป็นตัวแทนไปแข่งโอลิมปิก จุนซิกไม่พอใจ จึงรวมพลพรรคลุกฮือประท้วง ซึ่งต่อมาศาลญี่ปุ่นก็ลงโทษจุนซิกให้ไปรบที่มองโกเลีย
นี่คือจุดผกผันของหนัง มันเริ่มต้น ณ สมรภูมิรบ จุนซิกไม่ได้ไปโอลิมปิก แต่กลับต้องไปจับปืนรบ ส่วนทัตสึโอะหลังกลับจากโอลิมปิก เขาก็มารับใช้ชาติเป็นทหารเช่นกัน เพียงแต่สถานะเขาดีกว่าจุนซิกตรงที่ทัตสึโอะนั่งเก้าอี้ผู้บังคับบัญชา
2 เส้นทาง 2 ตัวละคร ถูกหนังถ่ายทอดออกมาด้วยลีลาแข็งกร้าวผสานไว้ซึ่งแรงกระเพื่อมไหวแห่งความโกรธกริ้วและเกลียดชัง ทั้งฝ่ายจุนซิกผู้มีบาดแผลของการถูกหักหลัง ที่ยังคงกึกก้องในใจและพร้อมจะระเบิดใส่ฝ่ายตรงข้ามได้ทุกโมงยาม ขณะที่ความรู้สึกลึกๆ ฝ่ายทัตสึโอะก็ไม่ต่างกัน แม้จะมีความพยายามอธิบายให้เกลอรักเข้าใจในเรื่องที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนมันกลับตอกย้ำให้กลายเป็นชนวนระเบิดเวลา
เมื่อชะตาฟ้าลิขิตชีวิตไว้แล้ว คน 2 คน จึงเลือกที่จะเดินย่ำไปในแนวทางของตัวเอง จุนซิกก็มีที่ทางของตัวเอง ที่จะปลดแอกอิสรภาพจากการตกเป็นเบี้ยล่างของกองทัพญี่ปุ่น ฟากทัตสึโอะก็มีที่ทางที่ตัวเองเลือก แม้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลือกเองทั้งหมด แต่นั่นก็ชัดเจนระดับหนึ่งว่าในฐานะผู้บังคับบัญชาย่อมไม่มีอะไรเหนือกฎกติกา ไม่เว้นกระทั่งมิตรภาพ หรือเพื่อนพ้อง
หนังไม่ได้สรุปว่าใครผิดใครถูก จุนซิก หรือทัตสึโอะ กองทัพญี่ปุ่น หรือคนเกาหลี แต่สิ่งที่หนังบอกไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ นั่นคือไม่มีอะไรโหดร้ายเท่าไฟสงครามอีกแล้ว ไม่ว่าจะสงครามที่ไหน ของชนชาติใด หรือคนในชาติห้ำหั่นกันเอง ก็รังแต่จะเกิดความสูญเสียตามมาอย่างน่าสลด เมื่อคุณลิขิตชีวิตเองได้ เลือกทางเดินเองได้ คงไม่มีใครอยากเลือกที่จะเอาชีวิตไปอยู่สงครามหรอก ว่ามั้ย?







