
พุทธศาสน์สู่ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาของประชาคมอาเซียน (ตอน ๓)
เพื่อเสริมสร้างความสงบสุขให้ประชาคมในชาติ หรือสังคมโลกได้เกิดความสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุข
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เพื่อเสริมสร้างความสงบสุขให้ประชาคมในชาติ หรือสังคมโลกได้เกิดความสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง และความอยู่ดีมีสุข โดยเฉพาะในสังคมประชาคมอาเซียน จาก ๑๐ ประเทศที่รวมตัวกันภายใต้ปฏิญญาของอาเซียนที่ว่า One Vision One Identity One Communication ด้วยจำนวนประชากรที่รวมกันมากกว่า ๖๐๐ ล้านคน มีคติธรรมของประชาคมอยู่ ๔ คติ ได้แก่
๑.คติธรรมตามหลักพุทธศาสนา
๒.คติธรรมตามหลักอิสลาม
๓.คติธรรมตามหลักคริสต์
๔.คติธรรมตามหลักฮินดู
จึงเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนต่อการแลกเปลี่ยน ความรู้ วัฒนธรรม ประเพณีต่อกันและกัน ด้วยการเคลื่อนย้ายไปมาของประชาชนในภูมิภาคนี้ แม้จะมีคติธรรมที่แตกต่างกัน แต่ด้วยการเปิดพรมแดนให้สื่อสารสัมพันธ์กันได้สะดวกในภูมิภาค ก็ย่อมที่จะต้องเปิดโลกทัศน์เข้าหากัน ประเด็นสำคัญต่อการเติบโตขึ้นของประชาคมที่หลากหลาย แตกต่างกันในคติธรรม คือ การเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อกัน และสลายจุดต่าง ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ดูถูกเหยียดหยามต่อกันในทุกๆ ด้าน ให้คุณค่าความเป็นมนุษยชาติอันเสมอกันด้วยกฎแห่งกรรม ทั้งนี้และทั้งนั้นจะต้องมีกระบวนการบริหารองค์กรสังคมพหุชนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ เข้มแข็ง และชัดเจน ในความเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ก็ย่อมยับยั้งความหายนะที่จะเกิดขึ้นในหมู่มหาชนที่มีความหลากหลายได้
อาตมาได้ย้อนกลับไปกล่าวเล่าเรื่องการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ซึ่งเป็นแดนอารยธรรมแรกเริ่มของโลก บริเวณแผ่นดินที่เรียกว่า ศีรษะปฐพี หรือชมพูทวีปแห่งนี้ว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นท่ามกลางหลากหลายชนชาติ มากมายความเชื่อ และเฝือไปด้วยประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างไปตามทิฏฐิของกลุ่มชน ซึ่งมีมากถึง ๖๒ ทิฏฐิ โดยเฉพาะใน ๑๖ ประเทศมหาอำนาจ หรือที่กล่าวเรียกว่า ๑๖ มหาชนบทใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น โกศล มคธ มัลละ วัชชี อังคะ เจติยะ วังสะ อวันตี กัมโพชะ คันธาระ กุระ สุรเสนะ มัจฉะ อัสสกะ กาสี ปัญจละ ทั้งนี้ยังไม่นับ เมืองกิ่ง เมืองก้าน นครเล็ก นครน้อย อีกมากมาย
ในแต่ละมหาชนบทมีประชากรอยู่มากมาย เอาเฉพาะแค่นครสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล มีประชากรอยู่อาศัยถึง ๗ โกฏิ แค่เพียงนครเดียว ยังไม่นับทั้งแว่นแคว้นโกศล ก็ยังมีจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทยทั้งประเทศในปัจจุบัน หากวัดจำนวนประชากรต่อแว่นแคว้นหนึ่งในแต่ละมหาชนบทคงจะมากกว่าอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ที่มีประชากร ๒๔๘ ล้านเศษ กับ ๑๐๐ กว่าล้านเศษ โดยประชากรประมาณ ๘๖.๑% ในอินโดนีเซีย นับถือศาสนามุสลิม และประชากรประมาณ ๘๒.๙% ในฟิลิปปินส์ นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก (Catholic) แม้จะไล่เรียงไปในแต่ละประเทศของกลุ่มอาเซียนถึงจำนวนประชากร ก็ไม่ได้มีมากมายนักหากเปรียบเทียบกับมหาชนทั้ง ๑๖ แคว้น
ในแต่ละแคว้นของชมพูทวีป ซึ่งสมัยนั้นเนืองแน่นไปด้วยคลื่นมหาชนที่มีความเป็นเสรีภาพในการนับถือลัทธิหรือศาสนาใดๆ ก็ได้ มีการเปิดแว่นแคว้นถึงกันและกัน เชื่อมโยงโดยการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า และสืบสานเผยแผ่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความอ่าน นานาทัศนะซึ่งกันและกัน
พระพุทธศาสนาอุบัติเกิดขึ้นบนดินแดนอารยธรรมดังกล่าว เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีที่ผ่านมาในชมพูทวีป ท่ามกลางความหลากหลายของศาสนา ทิฏฐิ และข้อปฏิบัติ ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี โดยมีความสุดโต่งบนความหลากหลายก็มีมาก ซึ่งหมายถึงความเป็นทิฏฐิที่อยู่ตรงข้ามกัน หักล้างกัน ในแนวทฤษฎีและการปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง จนเกิดเป็นสังคมพหุชนที่หลากหลายแนวความคิด แตกต่างการถือปฏิบัติ แต่มิใช่จะนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป
ในด้านสังคมการเมืองก็ยังพออยู่ร่วมกันได้บนความหลากหลายดังกล่าว และเมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติเกิดขึ้นท่ามกลางความหลากหลายเหล่านี้ จึงมิใช่เรื่องที่แปลกใดๆ เลย หากจะมีทฤษฎีเกิดเพิ่มขึ้นอีกสักทฤษฎีหนึ่ง แต่เพราะพระพุทธศาสนาเป็นแนวทฤษฎีที่หักล้างแนวทิฏฐิแบบเดิมทั้งหมด จึงเป็นเรื่องช็อก (Shock) ของชาวชมพูทวีปพอสมควร เรียกว่า ฟ้าผ่าลงกลางชมพูทวีปก็ว่าได้ เมื่อพระพุทธศาสนาประกาศทฤษฎีอนัตตาตามกฎธรรมชาติ
ที่เรียกว่า พระไตรลักษณญาณ โดยมีแนวปฏิบัติ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เรียกว่า อริยมรรค ซึ่งมีองค์ธรรม ๘ ประการ โดยชี้จุดประสงค์สูงสุดของการเรียนรู้ ว่าเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง ได้แก่ การเข้าถึงพระนิพพานตามความเชื่อของพระพุทธศาสนา ที่แสดงหลักอริยสัจ ๔ ประการอย่างเด่นชัด แจ่มแจ้ง โดยมีการชี้ประโยชน์ที่ควรทำ กรรมที่ควรก่อ หนทางที่ควรปฏิบัติ โดย การพึ่งตน พึ่งธรรม ให้ความสำคัญในฐานะที่มีอยู่เป็นปกติของความเป็นมนุษย์ว่า สามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มคน
จนก้าวสู่อริยชนได้ด้วยอำนาจธรรม มิต้องเรียกร้อง วิงวอน ให้ใครผู้ใด เทพเจ้าองค์ไหนๆ มาช่วย พระพุทธศาสนาจึงต้องอยู่ตรงข้ามกับเทวนิยม วัตถุนิยม และจิตนิยม อย่างสิ้นเชิง เรียกพระพุทธศาสนาว่าเป็น ธัมมานิยม ที่แสดงรูปแบบการคิดในแนววิภัชชวาท หรือ วิภัชชพยากรณ์ ซึ่งเป็นการพูดแยกแยะ จำแนกแจกแจง เป็นการแสดงคำสอนแบบวิเคราะห์ สอดคล้องกับแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ จึงสามารถพิสูจน์ได้เชิงตรึกตรองตามเหตุผลที่ปรากฏ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







