
ฝรั่งปุจฉา อาตมาเฉลย (1)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับอาราธนาให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่เสมอ ทั้งภาคพื้นยุโรป สหรัฐอเมริกา สแกนดิเนเวีย และออสเตรเลีย ระหว่างเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ในฐานะพระธรรมทูตมีชาวต่างชาติถามปัญหาทางพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ ต่อไปนี้คือ คำถามเหล่านั้นที่ผู้เขียนได้ตอบเอาไว้ต่างกรรมต่างวาระ บางคำตอบก็สั้น บางคำตอบก็ยาว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคำถามเป็นสำคัญ
1.พระพุทธเจ้าทรงเป็น “พระเจ้า” หรือ “เป็นมนุษย์”
ปุจฉา
พระพุทธเจ้าทรงเป็น “พระเจ้า” หรือ “เป็นมนุษย์”
วิสัชนา
มีผู้ถามอยู่เสมอถึงสถานภาพของพระพุทธเจ้าว่า ทรงเป็น “พระเจ้า” เหมือนพระเจ้าในศาสนาเทวนิยมทั้งหลาย หรือว่าทรงเป็น “มนุษย์” เหมือนคนทั่วไป คำตอบก็คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นมนุษย์ในประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียโบราณก่อนพุทธศักราช 80 ปี แต่ทรงเป็นมนุษย์ที่แตกต่างจากคนทั่วไปก็ตรงที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่ “ตื่นแล้ว” เพราะได้ตรัสรู้สัจธรรม
ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ตอบคำถามนี้เอาไว้อย่างคมคาย ดังนี้
“มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ภายหลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์ทรงเดินผ่านชายผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังตกตะลึงในพระรัศมีและพระบุคลิกภาพอันเปี่ยมไปด้วยความสงบงามของพระองค์ ชายผู้นั้นหยุดและถามพระพุทธองค์ว่า
“เพื่อนรักท่านเป็นอะไร? เป็นเทวดาหรือว่าพระเจ้า?
“ไม่” พระพุทธองค์ทรงตอบ
“ถ้าเช่นนั้น ท่านเป็นวิทยาธรหรือพ่อมด?”
พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธอีกครั้ง
“ท่านเป็นมนุษย์หรือ?”
“ไม่”
“แล้วตกลงท่านเป็นอะไรเล่าเพื่อนรัก”
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราตถาคต เป็นผู้ที่ตื่นแล้ว”
2.พุทธศาสนาเป็น “ศาสนา” หรือเป็น “ปรัชญา”
ปุจฉา
พุทธศาสนาเป็น “ศาสนา” หรือเป็น “ปรัชญา”
วิสัชนา
ปรัชญา คือ ระบบความคิดหรือระบบความเชื่ออย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ความคิดเพื่อพยายามทำความเข้าใจโลกและชีวิตของนักปรัชญา ระบบความคิดหนึ่งๆ อาจเป็นระบบความคิดที่ดีจริง มีประโยชน์จริงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ระบบความคิดบางอย่างก็เป็นเพียงทฤษฎีที่ไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติ นอกจากนั้นแล้วตัวนักปรัชญากับระบบปรัชญาที่เขาคิดขึ้นมาก็อาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป นักปรัชญาที่คิดค้นระบบปรัชญาที่เปี่ยมไปด้วยความดีงามอาจมีชีวิตที่เหลวแหลกเป็นตรงกันข้าม หรือนักปรัชญาผู้มีความคิดแหลมคมบางคนอาจมีชีวิตที่จมอยู่แต่ในความทุกข์ไม่อาจจัดการชีวิตตัวเองได้ก็มี ดังนี้เป็นต้น ส่วนศาสนาโดยเฉพาะในที่นี้ หมายถึง พุทธศาสนา เป็นระบบแห่งความจริง (สัจธรรม) และความดีงาม (จริยธรรม) ที่เกิดจากการค้นพบความจริงของพระพุทธเจ้าแล้วทรงนำเอาความจริงนั้นมาบอก เปิดเผย ชี้แจง แสดง บัญญัติ เพื่อให้ผู้ที่เข้าใจความจริงนั้นเกิดความรู้ ความเข้าใจ ความจริงตรงตามที่มันเป็นจริง และเมื่อนำหลักจริยธรรมมาปฏิบัติก็จะสามารถแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ในชีวิตได้จริงๆ โดยนัยนี้จึงเป็นอันสรุปได้ว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นระบบแห่งการดำเนินชีวิตอันประเสริฐที่สนใจการแก้ปัญหาในชีวิตนี้จริงๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้เท่านั้น ไม่เสียเวลากับการพยายามอภิปรายหรือพยายามตอบคำถามเพื่อทำความเข้าใจความจริงหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลกและชีวิต แต่เน้นลงไปที่การแก้ปัญหาชีวิตจริงที่กำลังเผชิญอยู่ต่อหน้าเป็นสำคัญ
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรอยู่พระสูตรหนึ่งเล่าถึงท่าทีของพระพุทธศาสนาว่า ไม่ได้เป็นปรัชญาเอาไว้ ดังนี้
สมมติว่า มีชายคนหนึ่งถูกยิงด้วยธนู ลูกศรเสียบอยู่ที่หน้าอก สิ่งที่ชายคนนั้นควรทำทันทีก็คือ การหาวิธีผ่าตัดเอาลูกศรนั้นออกจากอกตัวเองให้เร็วที่สุด หากเขามัวแต่ถามว่า ใครเป็นคนยิงธนู ลูกศรนี้ทำมาจากไม้ชื่ออะไร ขนนกที่ติดอยู่ปลายลูกศรนั้นเป็นขนของนกชนิดไหน ยาพิษที่อาบลูกศรนี้ร้ายแรงแค่ไหน หากเขาพยายามที่จะตอบคำถามเหล่านี้แทนที่จะมุ่งผ่าตัดเอาลูกศรออกจากอก สิ่งที่จะตามมาก็คือการตายเปล่า
แท้ที่จริงความจำเป็นเร่งด่วนเพียงหนึ่งเดียวที่ชายคนนี้ควรทำก็คือ ต้องผ่าตัดเอาลูกศรออกทันที ที่นี่และเดี๋ยวนี้
เรื่องเล่านี้สะท้อนท่าทีของพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแท้ที่มุ่งแก้ปัญหาชีวิตของมนุษย์ ไม่ใช่ปรัชญาที่เป็นเพียงการพยายามตอบปัญหาของโลกและชีวิตโดยไม่สนใจการนำมาปฏิบัติในชีวิตจริง หรือหากสนใจก็เป็นเพียงประเด็นรองไม่ใช่สาระสำคัญของการขบคิด
3.พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ปุจฉา
พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
วิสัชนา
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็คือ “อริยสัจ 4” หรือ “ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ” อันประกอบด้วย
1. ทุกข์ ทุกข์กายและทุกข์ใจ
2. สมุทัย สาเหตุของทุกข์ คือ ตัณหา
3. นิโรธ ภาวะที่หมดทุกข์ (นิพพาน)
4. มรรค วิธีการดับทุกข์ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่
4.1 สัมมาทิฏฐิ การมีความเข้าใจถูกต้อง
4.2 สัมมาสังกัปปะ การมีความคิดถูกต้อง
4.3 สัมมาวาจา การมีวาจาถูกต้อง
4.4 สัมมากัมมันตะ การมีการกระทำถูกต้อง
4.5 สัมมาอาชีวะ การมีอาชีพถูกต้อง
4.6 สัมมาวายามะ การมีความเพียรถูกต้อง
4.7 สัมมาสติ การมีสติถูกต้อง
4.8 สัมมาสมาธิ การมีสมาธิถูกต้อง
ที่เรียกความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าเป็นอริยสัจ ก็เพราะความจริงที่ทรงตรัสรู้นั้นสามารถดับทุกข์ได้ นำมาแก้ปัญหาชีวิตในด้านที่เกิดจากการตกเป็นทาสของกิเลสได้อย่างเด็ดขาด จนหลุดพ้นจากวัฏจักรของการเวียนว่ายตายเกิดอย่างสิ้นเชิง (โลกนี้มีความจริงหลายอย่าง แต่ความจริงบางอย่างเมื่อรู้แล้วไม่สามารถดับทุกข์ได้ ไม่อาจนำมาแก้ปัญหาชีวิตได้ ความจริงมากมายเหล่านี้แม้มีประโยชน์ต่อการใฝ่รู้ใฝ่ค้นหาความจริงของนักปราชญ์หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือมีคุณูปการต่อการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังไม่ใช่ความจริงชนิดที่จะทำให้บรรลุพระนิพพานอันเป็นจุดสิ้นสุดของความทุกข์แท้ที่กัดกินใจมนุษย์ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเพียงแต่ยอมรับความมีอยู่ของความจริงเหล่านี้ แต่ไม่ให้ความสำคัญเท่ากับความจริงที่ดับทุกข์ได้ คือ อริยสัจ) ดร.โกเอ็นก้า วิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงชาวอินเดีย เคยอธิบายความแตกต่างของความจริงที่จัดเป็นอริยสัจกับความจริงทั่วไปที่ค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ไว้ดังต่อไปนี้
อริยสัจแตกต่างจากสัจจะทั่วไป ก็เพราะสัจจะทั่วไปรู้แล้วไม่อาจทำให้ดับทุกข์ได้ แต่อริยสัจนั้นเมื่อใครรู้จักแล้วสามารถทำให้ดับทุกข์ได้ ความแตกต่างระหว่างอริยสัจกับสัจจะทั่วไปนั้น ท่านโกเอ็นก้า วิปัสสนาจารย์ชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในประเทศพม่า ผู้มีชื่อเสียงในระดับโลกเคยเขียนเป็นบทความเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างการค้นพบความจริงของนักวิทยาศาสตร์กับการค้นพบความจริงตามแนวอริยสัจเอาไว้ดังต่อไปนี้
“ในความเป็นจริงสิ่งต่างๆ ทางกายภาพมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกๆ ขณะ และนั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยการเข้าฌานขั้นสูง ท่านได้พิจารณาลงไปอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ และพบว่าโครงสร้างของสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ในทุกๆ นาทีล้วนประกอบด้วยปฏิสสารซึ่งเกิดขึ้นและสูญไปอย่างต่อเนื่องในชั่วขณะของการขยับนิ้วหรือการกะพริบตา ท่านกล่าวว่าสสารเล็กๆ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นและดับไปมากกว่าหลายล้านล้านครั้ง”
“เหลือเชื่อ” หลายๆ คนคงจะคิดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่มองว่าร่างกายนั้นดูแน่นหนาคงทนถาวร ผมเคยหวังว่า วลีที่ว่า “เป็นหลายล้านล้านครั้ง” น่าจะเป็นเพียงวลีในอุดมคติเท่านั้น แต่วงการวิทยาศาสตร์เป็นผู้ยืนยัน
ความจริงนี้เอง
เมื่อหลายปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ เขาได้ทำการศึกษาและทดลองเกี่ยวกับปฏิสสารที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลเป็นที่รู้กันดีว่าปฏิสสารเหล่านี้เกิดขึ้นและสูญไปอย่างรวดเร็วครั้งแล้วครั้งเล่า นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ตัดสินใจที่จะพัฒนาเครื่องมือขึ้นเพื่อนับจำนวนครั้งของการเกิดและดับของปฏิสสารในหนึ่งวินาที เขาเรียกเครื่องมือที่เขาคิดค้นขึ้นมาว่า “A Bubble Chamber” และเขาค้นพบว่าในหนึ่งวินาทีมีปฏิสสารเกิดและดับจำนวนถึง 1,022 ครั้งเลยทีเดียว
เป็นความจริงที่ว่านักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ได้ค้นพบในสิ่งเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง นักเรียนชาวอเมริกันของผมที่มาเรียนวิปัสสนากรรมฐานที่ประเทศอินเดียได้กลับไปที่ประเทศของเขาแล้วไปพบนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ พวกเขาบอกผมว่า นอกเหนือไปจากที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นค้นพบความจริงในเรื่องนี้ เขายังคงเป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่เต็มไปด้วยความทุกข์หนักหนาแสนสาหัสเช่นเดียวกับปุถุชนธรรมดาทั่วไป เขามิได้เป็นอิสระจากความทุกข์เลย
นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นมิได้เกิดความรู้แจ้งไม่ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ นั่นเพราะเขาไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ความจริงโดยตรง สิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นเพียงปัญญาของโลกภายนอกเท่านั้น เขามีแต่เพียงความศรัทธาที่เขาได้คิดค้นเครื่องมือนี้ขึ้น แต่เขาไม่ได้สัมผัสความจริงด้วยประสบการณ์ตรงของเขาเอง
ผมไม่ได้มีอะไรต่อต้านชายผู้นี้หรือต่อต้านวิทยาศาสตร์แขนงใหม่ อย่างไรก็ตามผู้คนไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์แต่เพียงแค่โลกภายนอกเท่านั้น เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า บุคคลสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ในโลกภายในได้ด้วยในการสัมผัสประสบการณ์แห่งความจริงโดยตรง การตระหนักถึงความจริงในระดับบุคคลสามารถทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลักษณะนิสัย และจิตใจตามสภาพการณ์แห่งความเป็นจริง ในทุกๆ การกระทำกลายมาเป็นความดีที่เกิดขึ้นภายในตัวตนของคนผู้นั้น และเป็นความดีที่กระทำต่อบุคคลผู้อื่นด้วย หากประสบการณ์ภายในนี้ขาดหายไป วิทยาศาสตร์จะถูกนำไปใช้ในทิศทางที่ไม่ถูกต้องและจบลงด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายล้าง แต่หากพวกเราได้กลายมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาความจริงภายใน พวกเราสามารถทำให้วิทยาศาสตร์ได้ถูกใช้อย่างถูกต้องเพื่อความสุขของมวลมหาชน”







