
รวมฮิต ‘กฎ’ แปลกรอบโลก‘แบบนี้ก็มีด้วย!’
เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยมนุษย์หลายพ่อพันแม่จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าสังคมปัจจุบันนี้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนอลหม่านอย่างหาที่สุดไม่ได้
เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยมนุษย์หลายพ่อพันแม่จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าสังคมปัจจุบันนี้จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสนอลหม่านอย่างหาที่สุดไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลให้มนุษย์จำเป็นต้องสร้าง “กฎเกณฑ์” ขึ้นมาเพื่อรักษาระเบียบในการอยู่รวมกัน
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าบางครั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นก็ “แปลก” “แหวกแนว” จนถึงขั้นเมื่อได้ยินก็ต้องมานั่งขมวดคิ้วฟังยกใหญ่เลยทีเดียว
เราจึงได้รวบรวมกฎต่างๆ ทั่วโลกมาให้เช็กเรตติ้ง “ความแปลก” กันเลย ไล่กันไปตั้งแต่...
ผู้ดีผุดกฎห้ามเด็กมีเพื่อนซี้ เหตุกลัวเด็กเสียใจเมื่อเลิกคบกัน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลายโรงเรียนประถมในประเทศอังกฤษได้ตั้งกฎสั่งเด็กนักเรียนในโรงเรียนว่า “ห้ามมีเพื่อนซี้” หรือมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศโดยเด็ดขาด เพราะมองว่าการมีเพื่อนสนิทที่รู้ใจอาจส่งผลให้เด็กเหล่านั้นต้องเผชิญกับความเสียใจและเจ็บปวด หากมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุทำให้ต้องเลิกคบกับเพื่อนสนิทคนนั้นก็เป็นได้
หลายโรงเรียนในอังกฤษซึ่งเริ่มบังคับใช้กฎดังกล่าวแล้ว กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ากฎดังกล่าวจะสามารถช่วยส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับบุคคลกลุ่มใหญ่ในสังคม แทนที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และคาดหวังอยู่กับเพื่อนเพียงคนใดคนหนึ่ง และถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เด็กต้องได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเป็นวงกว้าง เพราะหลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นการปิดกั้นกระบวนการเรียนรู้ความสุขและความเสียใจที่เกิดขึ้นในชีวิตตามธรรมชาติก็เป็นได้
เกย์นอร์ สบัทโทนี นักจิตวิทยาด้านการศึกษาของโรงเรียนมองว่า นโยบายดังกล่าวอาจให้เกิดความบกพร่องในการเรียนรู้และการเข้าสังคมของเด็ก เพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กจะพัฒนาความสัมพันธ์กับเด็กอีกคนหนึ่งพิเศษมากกว่าคนทั่วไป
“เป็นที่เข้าใจได้ว่าในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ เราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกของเราต้องรู้สึกเสียใจหรือเจ็บปวด แต่ถ้าเด็กเหล่านั้นต้องเลิกคบกันและรู้สึกเสียใจ สิ่งนั้นก็ถือเป็นเรื่องธรรมชาติเพราะนั่นเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหา หรือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพื่อสามารถใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ต่อไปให้ได้” สบัทโทนี กล่าว
เรือนจำบราซิลตั้งกฎอ่านหนังสือลดโทษ!
เป็นที่รู้กันดีว่า แต่ละเรือนจำทั่วโลกจะมีกฎเกณฑ์พิเศษที่เปิดทางให้ผู้ต้องขังที่มีพฤติกรรมดีช่วยเหลืองานในเรือนจำได้รับการผ่อนปรนโทษจำคุกและได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้นด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป
แต่คงไม่มีเรือนจำใดสามารถออกไอเดียลดโทษสุดเจ๋งได้เท่ากับของเรือนจำกลางบราซิลอีกแล้ว
เพราะกฎเกณฑ์ใหม่ที่ทางการบราซิลเตรียมเสนอให้มีการบังคับใช้ในเร็ววันนี้ คือ การลดโทษผู้ต้องขังด้วยการอ่านหนังสือ!
โดยนักโทษจากเรือนจำกลางของรัฐทั้ง 4 แห่ง จะได้รับการคัดเลือกว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้เข้าร่วมโครงการ “ไถ่โทษด้วยการอ่าน” หรือไม่ คือต้องไม่เป็นนักโทษในคดีอุกฉกรรจ์หรือเกี่ยวข้องกับคดีที่มีความรุนแรงและเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคม
หลังจากนั้น นักโทษแต่ละคนจะมีเวลา 4 สัปดาห์ ในการอ่านหนังสือและเขียนบทความเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าได้อ่านหนังสือเหล่านั้นจริง
แต่มีข้อแม้ว่า บทความเหล่านี้ต้องถูกเขียนมาอย่างถูกต้องและสวยงาม คือ ต้องมีการย่อหน้าและเว้นวรรคระหว่างคำที่ถูกต้อง และที่ต้องมีคำผิดน้อยที่สุดอีกด้วย
หากนักโทษรายใดสามารถอ่านหนังสือที่ถูกเลือกสรรไว้โดยเฉพาะหลากหลายแนว ไล่ไปตั้งแต่วรรณกรรม ปรัชญา วิทยาศาสตร์ และคลาสสิกได้ 1 เล่ม และเขียนบทความครบตามเกณฑ์ก็จะได้ลดโทษ 4 วัน โดยจะสามารถลดโทษได้สูงสุด 48 วันในหนึ่งปีเลยทีเดียว
ทางการบราซิลเจ้าของไอเดียเด็ดเปิดใจว่า โครงการดังกล่าวนอกจากจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความแออัดในเรือนจำแล้ว ยังถือเป็นการส่งคนดีที่มีความรู้เพิ่มมากขึ้นกลับสู่สังคมอีกด้วย
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นักโทษเหล่านี้จะเป็นคนดีที่มีความรู้และความคิดที่ดีขึ้นเมื่อออกจากเรือนจำไป” อังเดร เคห์ดี ทนายความเมืองเซาเปาโล ซึ่งควบตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ดูแลจัดการโครงการบริจาคหนังสือเพื่อผู้ต้องขังกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
นอร์เวย์ชวนมีเซ็กซ์ 1 ชั่วโมง หวังลดโรคติดต่อ
องค์กรเพศศึกษาของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรรณรงค์ชวนให้ชาวนอร์เวย์พร้อมใจกัน “ทำกิจกรรมเข้าจังหวะ” เป็นเวลา 1 ชั่วโมงใน “ชั่วโมงหรรษา” ได้อย่างเต็มที่ โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นการเล่นเสียวที่ต้องสวมถุงยางเท่านั้น!
โครงการชั่วโมงหรรษาที่ว่านี้ ไม่ใช่เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศมีระเบียบวินัยในการมีเซ็กซ์ให้เป็นเวลามากขึ้นหรืออย่างไร แต่เป็นหนึ่งในความตั้งใจและพยายามลดจำนวนผู้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศต่างหาก
เพราะผลการศึกษาชิ้นล่าสุดชี้ว่า ชาวนอร์เวย์ถือเป็นชาติที่มีเซ็กซ์มากที่สุดในประเทศแถบสแกนดิเนเวียน แต่ทว่าชาวนอร์เวย์กลับเป็นชาติที่มีการป้องกันทางเพศสัมพันธ์น้อยที่สุดอย่างน่าใจหาย ส่งผลให้จำนวนชาวนอร์เวย์ที่เป็นโรคติอต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคหนองในเทียมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ผลสำรวจชี้ว่า ชาวนอร์เวย์อายุระหว่าง 2035 ปีถึง 62% ไม่ได้สวมถุงยางป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดและชาวนอร์เวย์เป็นโรคหนองในเทียมเพิ่มขึ้น 2 หมื่นคนในทุกๆ ปีอีกด้วย
โดยได้มีการบุกเบิกระบุให้ระหว่างการชมการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 คู่ระหว่างสาธารณรัฐเช็กและโปรตุเกส เป็นชั่วโมงแห่งเซ็กซ์ไปเรียบร้อยแล้ว
แว่วมาว่า กฎดังกล่าวเป็นการขอความร่วมมือให้คุณผู้ชายทุกคนสวมถุงยางแม้ว่า คุณผู้ชายไม่ได้มีเซ็กซ์ในช่วงชั่วโมงหรรษานั้นๆ อีกด้วย
เมืองน้ำหอมสั่งประชาชนห้ามตาย เหตุไร้ที่ฝัง
เล่นเอาคนทั่วโลกต่างงงเป็นไก่ตาแตกกันเลยทีเดียว เมื่อ เกราร์ด ลาล็องค์ นายกเทศมนตรีเมืองซาร์ปูรองซ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ประกาศลั่นอย่างชัดเจนว่า ห้ามชาวบ้านในเมือง “ตาย” เป็นอันขาด เหตุเพราะทางเมืองไม่สามารถทำการขยายสุสานเพื่อฝังศพใครเพิ่มได้อีกต่อไป!
ดังนั้น หากใครที่รู้ตัวว่ากำลังใกล้ “สิ้นลม” ก็ขอให้ไปรักษาตัวยื้อลมหายใจอย่างสุดชีวิต หรือไม่ก็ต้องแบกสังขารไปสิ้นลมที่เมืองอื่น ถ้าไม่เช่นนั้นอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรง เพราะถือเป็นการละเมิดกฎหมายแห่งเมืองซาร์ปูรองซ์นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยว่า บทลงโทษของบุคคลที่ดันฝ่าฝืนมาตายในเมืองห้ามตายนี้ จะได้รับโทษรุนแรงมากแค่ไหน บ้างแว่วว่า อาจเป็นการลงโทษแบบเชือดไก่ให้ลิงดู เช่น การบังคับให้ฝังศพดังกล่าวในโลงศพที่ไม่มีที่นอนนุ่มๆ ฯลฯ
นายกเทศมนตรี กล่าวเตือนว่า ทางเมืองไม่ต้องการใช้บทลงโทษที่รุนแรงต่อผู้ที่ละเมิดกฎดังกล่าว ดังนั้นขอให้พลเมืองทุกคนให้ความร่วมมือ เพราะทางเมืองประสบปัญหาขาดแคลนพื้นที่ฝังศพจริงๆ เหตุเพราะพื้นดินในบริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิต่ำเกินกว่าศพจะย่อยสลายอย่างรวดเร็วได้
แอฟริกาใต้มาโหด จับเด็กครูมาสายส่งตำรวจ
เรียกว่า เป็นกฎที่หลายโรงเรียนทั่วโลกน่านำไปใช้อย่างที่สุด เมื่อโรงเรียนมัธยมโซเวโตในแอฟริกาใต้ ออกกฎสุดเข้มประกาศจับเด็กนักเรียน ซึ่งหมายรวมถึงคุณครูทุกคนที่เดินทางมาโรงเรียนสายส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที!
“ถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงแล้ว จากนี้ต่อไปใครก็ตามที่มาสาย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก หรือ ครู จะถูกจับตัวไปอยู่ที่โรงพักจาบูลานิ ก่อนที่ตำรวจจะโทรศัพท์ตามให้ผู้ปกครองหรือญาติมารับตัวกลับไป” บาร์บารา ครีเซย์ หัวหน้างานศึกษาของเขตจังหวัดกาวเต็ง กล่าว โดยย้ำว่า ที่มาของการประกาศกฎสุดเข้มดังกล่าว ก็เพราะต้องการเปลี่ยนค่านิยมของคนในสังคมให้มองว่า พฤติกรรมการมาสายถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่สมควรได้รับการลงโทษอย่างหนักนั่นเอง
ผลสำรวจชี้ว่า นักเรียนราว 700 คนหรือราว 60% ของนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนโซเวโตมาโรงเรียนสายเกินกำหนดเวลาระหว่าง 30-60 นาทีหลังจากโรงเรียนเข้าทุกเช้าเวลา 07.50 น.







