
เอเอฟ 9 ก้าวไปให้ไกลเกินฝัน
“จงอย่าดูถูกความฝันของใคร ตราบใดที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝัน”
โดย...จตุรภัทร หาญจริง
“จงอย่าดูถูกความฝันของใคร ตราบใดที่เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝัน”
ในฐานะผู้สื่อข่าวคนเล็กๆ คนหนึ่งที่มีโอกาสได้ก้าวเท้าเข้าบ้าน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ฤดูกาลที่ 9 (เอเอฟ 9) เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน “ผู้สื่อข่าวล่าฝัน” และได้เรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตในบ้านเอเอฟ ว่ามันไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่ใครๆ คิด
ไหนจะต้องไปร้องเพลงให้กรรมการวิจารณ์และแนะนำ ได้ไปเรียนรู้พื้นฐานของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ไม่ถึงกับเต้นออกสเต็ป) ได้ร้องโชว์บนเวทีเล็กๆ (มีเวลาซ้อมน้อยมาก) ต่อหน้าคอมเมนเตเตอร์ ทำให้การร้องโชว์ครั้งนี้ “(จุด จุด จุด) ที่สุด” (คงไม่ต้องบอกว่าอะไร) แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า เวลาคนซ้อมร้องซ้อมเต้นน้อย ผลงานมันจะออกไม่ดี (อ้าง...)
ไหนจะไปกิน ไปนอน ไปอาบน้ำ ไปใช้ชีวิตในบ้านเอเอฟ ก็ทำให้เรารู้ว่า ถ้าคนต้องอยู่ในบ้านหลังนี้เป็นเดือนๆ มันไม่ใช่จะมีแต่ความสุขไปเสียทั้งหมด ทุกข์เล็กๆ ก็เกิดขึ้น ทุกข์ใหญ่ๆ ก็อาจจะมีตามมา ร้อยพ่อพันแม่ ย่อมต้องทำให้เรา “หนีออกจากสังคมไปไม่ได้” นอกเสียจาก “เผชิญหน้าและเรียนรู้ที่อยู่กับมันให้ได้อย่างมีความสุข”
นี่อาจเป็นประสบการณ์เล็กๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ผมได้รู้ซึ้งอะไรบางอย่าง... “จงอย่าดูถูกความฝันของคน แต่จงเชิดชูคนที่ตามล่าหาความฝัน และกำลังเพียรพยายามทำให้ความฝันนั้นได้กลายเป็นความจริง (ด้วยความเหนื่อยยาก...มากถึงมากที่สุด)”
หากนักล่าฝันทั่วทุกภูมิภาคจะต้องเดินทางเข้ามาเพื่อเป็น 1 ใน 12 นักล่าฝันตัวจริงอย่างยากลำบาก คำบอกเล่าของ 1 ใน 12 นักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ฤดูกาลที่ 9 คงพอทำให้เรารู้สึกได้ว่า บนเส้นทางที่ยากลำบาก สมควรที่จะได้รับการชื่นชม เอาใจช่วย และสนับสนุนให้พวกเขาได้ก้าวไปไกลเกินกว่าฝัน แม้จะรู้ว่าวันหนึ่งพวกเขาจะต้องได้เรียนรู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ได้สวยงาม...อย่างที่เขาไว้วาดฝันไว้เลยก็ตาม
เสกรัก ชัยศรศรายุทธ หรือ “ซันนี่ V 11” หนุ่มเชียงใหม่ ที่มาตามล่าความฝัน และได้ถูกคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากกรรมการ ที่เล็งเห็นถึงการยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติอันแข็งกร้าวของตัวเอง
“ที่กรรมการเลือกผม คงเป็นเพราะการที่ผมยอมเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่าการเปลี่ยนทัศนคติเป็นอะไรที่เปลี่ยนยากที่สุด เพราะเมื่อก่อนต่อให้ใครมาบอกให้ผมเปลี่ยนทัศนคติ ผมไม่ยอมเปลี่ยนแน่นอน ด้วยความที่ผมเกิดมาต้องทำงานหนัก ทัศนคติของผมเลยแข็งกร้าว แบบมันต้องใช่แบบนี้ ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ มันจะผิดแผน ผมเป็นคนที่ไม่ชอบความไม่แน่นอน มันเลยทำให้ผมดูเป็นคนหัวดื้อ ซึ่งผมก็เป็นแบบนี้มานาน เลยทำให้ชีวิตผมดูหม่นๆ ไปบ้าง
แต่พอมาเข้าบ้านเอเอฟ ด้วยบรรยากาศ ด้วยผู้คนมากมาย ทำให้ผมค่อยๆ เปลี่ยนตัวผมเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกให้ผมเปลี่ยนแปลง ที่ผมเปลี่ยน เพราะผมได้เจอคนที่ตามหาความฝันคล้ายๆ กัน แต่เขามีลักษณะที่แตกต่างกัน เหมือนเราเป็นสีดำ เขาเป็นสีอื่น แล้วเรายอมรับสีของเขาได้ ยอมรับมุมมองของแต่ละคนได้ เหมือนเรามองโต๊ะจากมุมใกล้ แต่พอได้มองมุมไกล เราจะได้เห็นอะไรอีกมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะได้ชัดเจนขึ้น”
หากถามถึงความดีใจที่ได้เป็น 1 ใน 12 นักล่าฝันตัวจริงเสียงจริง ซันนี่บอกแบบแมนๆ เลยว่าดีใจมาก แต่ที่มากกว่าความดีใจ มันคือความคุ้มค่า ที่ซันนี่บอกว่า เส้นทางนี้จะเป็นการเริ่มต้นครั้งยิ่งใหญ่ที่จะนำพาเขาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ การจะก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต วันนี้ผมคงต้องพิถีพิถันกับทุกวินาทีของชีวิตให้มากขึ้นครับ ต้องระมัดระวังตัวต่อการที่ใครจะเอาผมเป็นแบบอย่าง แต่ตัวตนผมไม่เปลี่ยนไปแน่นอนครับ ยังเป็นผมที่ชอบเพลงร็อกอยู่เหมือนเดิม (หัวเราะ)”
แน่นอนว่า ทุกการแข่งขันย่อมต้องมีเพียงหนึ่งเดียวที่จะคว้าชัยชนะไป ซันนี่ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ถ้าถามว่าผมอยากเป็นแชมป์หรือเปล่า ผมว่าทุกการแข่งขันมันมีความท้าทายก็ตรงที่ได้เป็นแชมป์นี่แหละครับ”
เมื่อมองให้ลึกเข้าไปในแววตาของหนุ่มมุ่งมั่นคนนี้ สิ่งที่สัมผัสได้ คือ ความเป็นนักสู้ ซึ่งซันนี่กล่าวทิ้งท้ายด้วยเลือดนักสู้ว่า “ถ้าผมจะสู้ ผมคงจะสู้ด้วยความจริงใจ ด้วยการแสดงออก ด้วยการร้องเพลง และสู้ด้วยศักยภาพที่ผมมีอยู่ แต่ถ้าแข่งขันเรื่องรูปร่างหน้าตา ผมคงสู้คนอื่นๆ ไม่ได้แน่นอนครับ (หัวเราะ)”
ในรายการเรียลิตีที่เพิ่งเริ่มต้นการแข่งขัน 12 นักล่าฝันยังต้องแข่งขันบนเส้นทางที่ผูกกันไว้ด้วยมิตรภาพ และสิ่งที่กรรมการย้ำอยู่เสมอว่ามันคือ “เกม” แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นว่าคนดูอย่างเราๆ จะได้รับสารอะไรบางอย่างจากการดูรายการนี้ นั่นคือ การไม่ดูถูกความฝันของใคร รวมทั้งไม่ดูถูกความฝันของตัวเราเอง แต่เราจะลุกขึ้นมาทำความฝันของเราให้กลายเป็นความจริง เหมือนที่นักล่าฝันทั้ง 12 ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจทำเลยแม้แต่น้อย
เมื่อดูรายการนี้แล้ว เห็นความฝันของพวกเขาทั้ง 12 แล้ว วันนี้คุณตามล่าหาความฝันของตัวคุณเอง เพื่อก้าวไปให้ไกลเกินฝันแล้วหรือยังครับ?







