posttoday
‘ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง’ ในดินแดนใบไม้ผลินิรันดร์

‘ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง’ ในดินแดนใบไม้ผลินิรันดร์

29 มิถุนายน 2555

มณฑลยูนนาน หรือ “อวิ๋นหนาน” ของจีนตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศ

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

มณฑลยูนนาน หรือ “อวิ๋นหนาน” ของจีนตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศ จึงมีสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นและสดชื่นตลอดทั้งปี ไม่ร้อนจัดหนาวจัด อีกทั้งแมกไม้ยังผลิดอกใบเขียวชอุ่มอยู่ชั่วนาตาปี จนได้รับเรียกขานกันว่า เป็นดินแดนแห่งฤดูใบไม้ผลินิรันดร์

ยังไม่นับการที่ยูนนาน มีสภาพทางภูมิศาสตร์อันหลากหลาย ตั้งแต่เขตเทือกเขาหิมะเชิงหลังคาโลก จนถึงเขตร้อนชื้นแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บวกกับสีสันของชนกลุ่มน้อยกว่า 26 เผ่า ทำให้ดินแดนแห่งนี้เสมือนเป็นดินแดนสวรรค์ เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศมาเยือนไม่ขาดสาย

ด้วยจุดเด่นเหล่านี้อาจทำให้คิดไปว่า ยูนนานเป็นมณฑลอันมั่งคั่งและสมบูรณ์พูนสุข ตรงกันข้ามมณฑลนี้นับเป็นส่วนที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของจีน แม้ว่าจะมีทิวทัศน์ที่ตระการตา แต่การที่พื้นที่ของมณฑลถึง 94% เป็นภูเขา และมีพื้นที่ราบเพียง 6% เป็นอุปสรรคทั้งในการทำเกษตร เพื่อผลิตอาหารป้อนพลเมืองและการพัฒนาเขตที่อยู่อาศัย

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทางการยูนนานจึงพยายามส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการชูนโยบายการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเขตเมืองอย่างกลมกลืน

นโยบายที่โดดเด่นที่สุดคือ การขยายเขตเมืองขึ้นไปยังที่สูง เช่น ไหล่เขา เพื่อยับยั้งการขยายตัวของเมืองและเขตอุตสาหกรรมไม่ให้รุกรานพื้นที่ราบที่มีเพียงน้อยนิด สำหรับการทำการเกษตรและเขตอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งหากเดินทางไปยังนครคุนหมิงเมืองเอกของมณฑลนี้จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนั่นคือ อาคารสูงหลายแห่งเริ่มขยับขึ้นไปสร้างบนไหล่เขาบ้าง หรือกระทั่งบนยอดเขา เช่นเดียวกับกลุ่มอาคารที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นเล่นระดับบนที่สูง

‘ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง’ ในดินแดนใบไม้ผลินิรันดร์

 

ขณะนี้การวางผังเมืองไปสู่พื้นที่สูงอยู่ในอัตราที่รวดเร็วมาก ทั้งในเขตนครเมืองและระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะในระดับหมู่บ้านมีหลายแห่งที่เข้าโครงการนำร่องว่าด้วยการวางผังในทำนองนี้แล้ว 140 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนการขยายตัวของเมืองในลักษณะนี้ถึง 65.4%

คำถามสำคัญก็คือ การปกป้องพื้นที่เกษตรด้วยการขยายเมืองไปยังภูเขาจะไม่เป็นการทำลายป่าอย่างร้ายแรงหรือ? ทางการยูนนานแก้ปัญหาความลักลั่นนี้ด้วยวิธีการอันแยบคายนั่นคือ หากต้องการขยายเมืองก็ต้องขยายพื้นที่สีเขียวให้มากกว่า

หลักการนี้สามารถสรุปได้ด้วยสโลแกนที่ว่า “ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง”

การปรับใช้นโยบายล่าสุดคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง 1,370 เฮกตาร์ รวมพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองในสัดส่วนสูงถึง 43.6% ทั้งยังมีการปลูกป่าเพิ่มเติมอีก 2.4 หมื่นเฮกตาร์ ช่วยให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46.06% ของพื้นที่มณฑล

ทางการจีนเรียกแนวทางนี้ว่า EcoCivilization Construction หรือการก่อสร้าง (พัฒนา) อย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแบบอารยะ

หนึ่งในเขตที่ปรับใช้นโยบายนี้อย่างจริงจังที่สุดคือ เมืองหมางซือ ในเขตปกครองตนเองเต๋อหง เมืองนี้มีชนกลุ่มน้อยชาวไตเป็นเจ้าของพื้นที่ มีสภาพแวดล้อมแบบเขตร้อน ตั้งอยู่ท่ามกลางการโอบล้อมของภูเขาเขียวขจี ด้วยความเป็นเมืองหน้าด่าน จึงได้รับการกำหนดให้อยู่ในฐานะสำคัญทางด้านคมนาคม อุตสาหกรรม และการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านภูมิศาสตร์บีบให้เมืองนี้เริ่มย้ายเมืองสู่ภูเขาเช่นกัน ติดอยู่ที่ว่าเขตภูเขาเป็นทั้งปอดและพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ โดยเฉพาะชาสินค้าขึ้นชื่อของยูนนาน และกาแฟที่กำลังได้รับการปลุกปั้นเป็นสินค้าขึ้นชื่อตัวใหม่ที่จำเป็นต้องปลูกบนพื้นที่สูง

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้หมางซือได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสองเมืองนำร่องของโครงการขยายเขตเมืองสู่ภูเขาและย้ายป่ามาอยู่ร่วมกับเมือง ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของเขตชนบทยูนนานแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นที่น่าสนใจว่า นอกจากมาตรการสีเขียวอย่าง “ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง” แล้ว หมางซือ ยังกำหนดนิคมอุตสาหกรรมไว้รอบเขตเมืองถึง 4 แห่ง และจัดเขตอุตสาหกรรมสำคัญในอาณาบริเวณที่จัดไว้ถึง 7 กลุ่ม ความแตกต่างของมาตรการป่าล้อมเมือง และอุตสาหกรรมในเขตเมืองเช่นนี้เป็นรูปแบบที่แปลกใหม่ ชวนให้ติดตามผลในระยะยาวว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือควรเป็นประสบการณ์ที่นำมาปรับใช้ในประเทศไทยหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังปรับใช้นโยบายอื่นๆ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลภาวะ จนสามารถจำกัดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และสารพิษอื่นๆ ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

เป็นที่น่าสังเกตว่า มณฑลนี้เป็นหน้าด่านในการดึงทรัพยากรพลังงานจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในขุมพลังงานหลักของประเทศ แต่ยังสามารถควบคุมการใช้พลังงานได้ตามเป้า ส่วนหนึ่งเพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยังไม่เข้มข้นเท่ากับเมืองใหญ่แถบชายฝั่งตะวันออก อย่าง หนิงป่อ กว่างโจว หรือเซี่ยงไฮ้ แต่ในขณะเดียวกันเมืองอุตสาหกรรมเหล่านี้ง่ายที่จะตกอยู่ในภาวะ “สายเกินการณ์” กว่าที่จะปรับสมดุลการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมได้เท่ากับยูนนาน

ใช่ว่า แผ่นดินแดนใต้แห่งนี้จะเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง แม้ว่าจะร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและป่าเขาลำเนาไพรอันเป็นต้นธารของแม่น้ำสำคัญของเอเชียอย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน แต่พื้นที่นี้กลับเผชิญกับภัยแล้งหลายปีติดต่อกัน อีกทั้งยังตกเป็นจำเลยจากประเทศปลายน้ำรวมถึงไทยว่า จีนสร้างเขื่อนกักน้ำจนเดือดร้อนกันไปทั่ว

‘ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง’ ในดินแดนใบไม้ผลินิรันดร์

 

การแก้ปัญหาภัยแล้งพร้อมๆ กับแก้ไขภาพลักษณ์ที่ผิดๆ ในสายตาเพื่อนบ้านจึงเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก และได้รับการกำหนดไว้ในโรดแมปการพัฒนาอย่างยั่งยืน และวิธีการใช้น้ำอย่างยั่งยืนอย่างหนึ่งก็คือ การรักษาคุณภาพและความสะอาดของน้ำ ให้พร้อมกลับนำมาใช้ใหม่ได้อย่างปราศจากความกังวล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประสิทธิภาพของระบบประปาและการอนุรักษ์แหล่งน้ำของนครคุนหมิง

นครคุนหมิงไม่เพียงมีชื่อเสียงในเรื่องความเขียวขจีของแมกไม้ แต่ยังมีทะเลสาบงดงามหลายแห่ง ที่สำคัญที่สุดในฐานะแหล่งน้ำใช้สอยและเป็นแหล่งท่องเที่ยวลือชื่อของจีนคือ ทะเลสาบเตียนฉือ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณภาพน้ำของทะลสาบย่ำแย่อย่างหนัก เพราะการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ระเบียบ ทว่า ในปัจจุบันได้มีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างจริงจังขึ้น ด้วยระบบจัดการน้ำเสียที่สามารถรองรับได้ถึงวันละ 1.105 ล้านตัน

การจัดการน้ำทำนองนี้ก็นับเป็น EcoCivilization Construction หรือการก่อสร้าง (พัฒนา) อย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแบบอารยะเช่นกัน

อาจสรุปได้ว่าหลักการ “การน้ำทุกหยดต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด” คือ หลักการสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบาย “ย้ายเมืองสู่ป่า ย้ายป่าสู่เมือง” และเป็นประสบการณ์ที่มณฑลยูนนาน สามารถแบ่งปันร่วมกับนานาประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ


&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท