
เสียงแห่งสติ – เสียงแห่งพระพุทธองค์
เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
ในสมัยพุทธกาล เกิดภาวะทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง น้ำแล้ง ฝนขาด ประชาชนเดือดร้อนกันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ในเมื่อฝนแล้ง น้ำขาด แต่คนจำเป็นต้องกินต้องใช้ ทรัพยากรน้อย แต่ความต้องการมาก จึงเกิดปัญหาตามมา
พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ล้วนมีอาชีพเกษตรกรรม คือ การทำนา แต่ในภาวะฝนแล้ง น้ำแห้งขาดคราว ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการน้ำ จึงเกิดการแย่งน้ำเข้านา แย่งกันกันไปแย่งกันมา จึงเกิดเป็นความบาดหมาง จากความบาดหมาง กลายเป็นความแค้น และจากความแค้นก่อเป็น
“สงครามแย่งน้ำทำนา” พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่าย จึงจัดทัพช้างทัพม้าทัพรถทัพพลเดินเท้าเข้ามาเผชิญหน้ากันอยู่ริมสองฝั่งน้ำขณะที่สงครามแย่งน้ำกำลังจะเปิดฉากขึ้นมานั่นเอง พระพุทธองค์ก็ทรงทราบเรื่องและเสด็จดำเนินมาประทับท่ามกลางกองทัพของทั้งสองฝ่าย
ทุกคนเมื่อเห็นพระพุทธองค์เสด็จมา จึงเกิดสติ หยุดยั้งอยู่ในที่ตั้งของตัวเอง รอดูสถานการณ์เฉพาะหน้าว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
นาทีนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสถาม
“พวกเธอกำลังจะทำอะไร”“
ทำสงครามแย่งน้ำพระพุทธเจ้าข้า”“
น้ำกับคน อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน”“
คนพระพุทธเจ้าข้า”“
หากคนมีค่ามากกว่าน้ำ ถ้าเช่นนั้นมันคุ้มกันหรือไม่ ที่พวกท่านกำลังจะฆ่าคนเพื่อแย่งน้ำ”“
ไม่คุ้มพระพุทธเจ้าข้า”“
ถ้าไม่คุ้มแล้วทำทำไม” สิ้นพระสุรเสียงตรัสถาม ทุกอย่างเงียบกริบ มือที่ถืออาวุธค่อยๆ ลดลง พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับที่ตั้งเหตุการณ์ที่ทรงห้ามพระญาติทำสงครามคราวนั้น กลายมาเป็น
“พระปางห้ามพระญาติ” อยู่จนทุกวันนี้ศักยภาพที่จะก่อสงครามก็อยู่ที่คน ศักยภาพที่จะหยุดสงครามก็อยู่ที่คน แต่บางครั้งที่คนเข้าสู่สงครามเพราะขาด
“สติ” พอขาดสติ ก็เห็นว่า “ผลประโยชน์” มีค่ามากกว่าคน เดชะบุญที่ในสมัยพุทธกาล มีพระพุทธองค์คอยเป็น “สติของสังคม” แต่ในเมืองไทยในยามนี้ ใครจะเป็น “สติของสังคม”ในยามนี้ เมืองไทยไม่มีพระพุทธเจ้าในแง่ที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์
แต่เรามีพระพุทธเจ้าในแง่ที่เป็นเนื้อหาสาระแห่งธรรม
“
สติ” นั่นแหละคือพระพุทธเจ้าหากเราทุกคนมี
“สติ” เราทุกคนก็คือ พระพุทธเจ้าดังนั้น เราทุกคนนี่แหละคือ พระพุทธเจ้า ที่จะร่วมกันเป็น
“สติของสังคม” อย่างเสมอหน้ากันขอให้เราคนไทยทุกคน ผู้เป็นดั่งพระพุทธเจ้าองค์น้อยๆ ที่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จงลุกขึ้นมาส่งสัญญาณว่า
“เราไม่ต้องการความรุนแรง”เสียงของเราซึ่งเป็นเสียงที่เปี่ยมสติ หนึ่งเสียง สองเสียง สามเสียง สี่เสียง ห้าเสียง หกเสียง....ร้อยเสียง...พันเสียง...หมื่น...แสน...ล้าน....หกสิบล้านเสียง หากดังขึ้นมาอย่างพร้อมหน้ากัน ก็จะเป็น
“เสียงแห่งสติ” ที่ดังกลบเสียงแห่งความโกลาหลวุ่นวายได้อย่างมีพลังขอให้เราทุกคนผู้เป็น
“เสียงแห่งสติ” ขอให้เราทุกคนผู้เป็นดั่ง “เสียงแห่งพระพุทธองค์” จงลุกขึ้นมาส่งเสียงแห่งสติร่วมกันจงร่วมกันส่งสัญญาณว่า
“เราไม่ต้องการความรุนแรง” เราไม่ต้องการให้ใคร “ลุกขึ้นมาทำร้ายประเทศไทยอันเป็นที่รักของเขา”
12
มีนาคม 2553ศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวัน







