posttoday
สมองดี ความรักก็ดีตาม

สมองดี ความรักก็ดีตาม

27 มิถุนายน 2555

“ความรัก กับ สมอง” เป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันน้อยกว่า “ความรัก กับ หัวใจ” นะคะ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

“ความรัก กับ สมอง” เป็นประเด็นที่คนพูดถึงกันน้อยกว่า “ความรัก กับ หัวใจ” นะคะ แต่จริงๆ แล้ว หากเราอยากรักแล้วมีความสุข เราต้องใช้สมองมากๆ ทีเดียวค่ะ และไม่ใช่แค่ใช้สมองเลือกคนที่เราจะรักว่าเขาหรือเธอควรเป็นใคร อะไร อย่างไร แต่ว่าตลอดเวลาที่เรารักอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เราก็ต้องใช้สมองคิด เพื่อส่งผลถึงการกระทำเช่นกัน

หนึ่งในดัชนีที่ใช้ชี้วัดหรือตรวจสอบว่า คนคนหนึ่งมีสมองที่ทำงานได้ดี เป็นปกติหรือไม่ ก็คือ การที่เราจะสังเกตว่า เขามีความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวในลักษณะไหน ดีมาก ผูกพัน รักกัน ทะนุถนอมน้ำใจกัน หรือลุ่มๆ ดอนๆ รักๆ ร้ายๆ ไปเรื่อย เพราะสมองที่ทำงานได้ดี เป็นปกติ ก็คือ สมองที่จะอนุญาตให้คุณมีชีวิตที่ดี มีความสุขได้ อย่างไม่ยากเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก และมีความหมายกับเรา

หนูดีเพิ่งมีโอกาสได้ไปบรรยายในงาน “มติชน เฮลท์แคร์” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเรื่องของสุขภาพสมอง โดยมี พี่บุ๋ม ปนัดดา เป็นพิธีกรบนเวที วันนั้นสนุกมากมายค่ะ และคนที่นั่งฟังก็มีคำถามดีๆ มาถามมากมายเช่นกัน ในวันนั้นหนูดีมีโอกาสได้ยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งหนูดีชอบมาก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดถึงบ่อย เพราะว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “สมองและความรัก” ซึ่งปกติแล้วเวลาไปบรรยายที่ไหน ไม่ค่อยเคยได้พูดเรื่องนี้เลยค่ะ ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่โดนใจ เพราะมันเกี่ยวกับครอบครัวและเรื่องของคนที่เรารักรอบๆ ตัวเรา

คนมักคิดว่า เวลาคนเราทะเลาะกับคนที่เรารัก หรือมีปัญหากับคู่สมรส นั่นเป็น “ปัญหาพฤติกรรม” เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วพฤติกรรมก็เป็นผลมาจากการทำงานของสมองนะคะ หากสมองทำงานได้ไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ก็ส่งผลให้พฤติกรรมมีปัญหาค่ะ ดังนั้นถ้าจะว่าไปแล้ว แทบทุกปัญหาพฤติกรรมในโลกใบนี้ ก็คือ ปัญหาสมองนั่นเอง

มาดูเคส “คู่รักคู่รส” คู่นี้นะคะ ที่รสชาติดุเด็ดเผ็ดมันมาก เคสนี้มาจากเอเมนคลินิกของ ดร.เดเนียล เอเมน ที่ทำงานกับเครื่องสแกนสมอง ประเภทที่เรียกว่า Spect หรือ Single-Photon Emission Computed Tomography ค่ะ ซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการอ่านค่า และตรวจสอบว่าสมองใช้พลังงานในส่วนไหนมากเป็นพิเศษ หรือน้อยเป็นพิเศษ หรือปกติดี หากใครอยากเห็นภาพสมองสวยๆ ลองกูเกิลดูภาพจากเครื่อง SPECT ก็จะได้เห็น

สำหรับกรณีตัวอย่างนี้ คือ สามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งที่แต่งงานกันมาแล้ว 12 ปี และเริ่มหาจิตแพทย์ครอบครัวมา 3 ปีเต็ม เพราะสามีเป็นคนขี้โมโห ชอบทะเลาะ หาเรื่อง ทั้งกับภรรยาและเพื่อนๆ ในที่ทำงาน รวมถึงเป็นคนมีสมาธิสั้นด้วย ทำงานก็ไม่ค่อยได้ดี สามีคนนี้เคยผู้หญิงอื่น 2 ครั้งตลอดชีวิตสมรสที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องมาพบจิตแพทย์ (ตรงนี้พี่บุ๋มเสริมขึ้นมาว่า ถ้าเป็นพี่เหรอ ตายตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ซึ่งหนูดีขอสนับสนุนว่า เห็นด้วยค่ะ เพราะถ้าเป็นหนูดี ก็คงไม่ต้องมารักษากับจิตแพทย์แล้ว ชันสูตรไปเลยดีกว่า แหม ทำไมภรรยาเขาใจดีจริง)

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดหลังจากจิตแพทย์ท่านนี้รักษาแบบไม่ค่อยได้ผลเท่าไรมา 3 ปี ก็เลยส่งต่อให้ลองมาสแกนสมองดูที่คลินิกของ ดร.เอเมน ซึ่งจิตแพทย์คิดว่า ถ้าเขา “ซ่อม” ฝ่ายสามีได้ ก็จะรักษาชีวิตสมรสนี้ไว้ได้ แต่ ดร.เอเมน คิดว่า ไหนๆ ภรรยาก็ต้องมาด้วยอยู่แล้ว ก็สแกนทั้งคู่ไปเลยแล้วกัน

สิ่งที่คุณหมอพบก็คือว่า ในสมองของฝ่ายสามี การมีกิจกรรมในสมองส่วนหน้า หรือ Prefrontal Cortex น้อยมาก (ในส่วนหน้าผากโหนกๆ ของเรา) ซึ่งเป็นลักษณะปกติของผู้ป่วย ADD หรือสมาธิสั้น ซึ่งก็ตรงกับประวัติการเรียนของเขา ที่เรียนได้ไม่ดีและทำงานแบบสมาธิกระจัดกระจาย และส่งผลให้การตัดสินใจไม่ดี เพราะในกรณีมีชู้นั้น ทั้งสองครั้งไม่ใช่การวางแผน แต่เป็นลักษณะถูกกระตุ้น หรือ Impulsive มากกว่า

แต่ที่น่าสนใจ คือ สมองของภรรยาที่เมื่อสแกนดูแล้วพบว่า มี “กิจกรรมล้นเกิน” ในสมองส่วนที่เรียกว่า Cingulate Gyrus ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับคนที่ไม่ปล่อยความทุกข์ ย้ำคิดย้ำทำ คิดวนไปวนมา คุณหมอพบว่าฝ่ายภรรยามีลักษณะ “ชอบจิก” และหากสามีทำอะไรผิด เธอจะไม่ยอมลืม ไม่ยอมอภัย และเอากลับมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงทำให้สามีที่มีลักษณะนั้นอยู่แล้ว พอมาเจอภรรยาที่มีสภาพสมองแบบนี้ ก็เท่ากับคูณสองกันไปเลยค่ะ

ตรงนี้ฝ่ายจิตแพทย์เห็นแล้วก็รู้สึกผิด เพราะเธอโทษฝ่ายสามีมาตลอดฝ่ายเดียว แต่พอเห็นสมองภรรยา เธอก็ยอมรับว่า ถ้าสามีคนนี้ไปเจอภรรยาคนอื่น อาการก็คงไม่เพียบหนักขนาดนี้เช่นกัน ก็ต้องขอบคุณวิทยาการทางสมองที่ก้าวหน้า ทำให้เราเห็นสมองแล้วนำมารักษาคนได้อย่างตรงจุด

ในกรณี้นี้ ดร.เอเมน ได้สั่งยา Adderall ให้กับฝ่ายสามีเพื่อรักษาอาการ ADD ทำให้สมองส่วนหน้ามีกิจกรรมสมดุล และสั่งยา Zoloft ให้กับฝ่ายภรรยา เพื่อผ่อนคลายสมองให้หยุดการโฟกัสล้นเกินและใช้พลังงานในบางส่วนล้นเกิน

ยา Adderall ให้ผลเร็วมาก เพียงไม่กี่วันฝ่ายสามีก็พบว่า เขาโฟกัสกับงานได้นานขึ้น และไม่ค่อยมีความรู้สึกอยากทะเลาะกับภรรยาเท่าเดิม ส่งผลให้การทะเลาะลดลงจากวันละหลายครั้ง กลายมาเป็นทำกิจกรรมร่วมกันได้ประจำวัน โดยไม่ต้องทะเลาะกันรุนแรง และยา Zoloft นั้นส่งผลช้ากว่า แต่ในไม่กี่สัปดาห์ถัดมา ฝ่ายภรรยาก็เริ่มรู้สึกได้ว่า สมองเธอไม่หล่นลงไปใน “หลุมดำแห่งความทุกข์” บ่อยเท่าเดิม และเธอเก็บพลังงานสมองไว้กับเรื่องบวกๆ ได้มากขึ้น

ในกรณีนี้ ความรักมีปัญหาเพราะว่าสมองทำงานผิดปกติ พอใช้การแพทย์ด้านสมองประกอบกับเครื่องสแกนรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณหมอที่มีฝีมือมาอ่านผลและสั่งยาได้ตรงจุด เราก็ได้เห็นเรื่องน่าทึ่ง คือ ความรัก และวิทยาศาสตร์สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ และเมื่อสมองดี ความรักก็มีความสุขจริงๆ

ส่วนวันพุธที่ 27 มิ.ย.นี้ ใครอยู่ที่สยามพารากอน เวลาบ่าย 14.30 น. แวะมาทักทายหนูดีได้ ที่หน้าร้านซีเอ็ด ชั้น 4 นะคะ เรามีงานแถลงข่าว Test Your Brain ของ National Geographic ซึ่งเป็น DVD เรื่องการรู้ทันสมอง และการใช้สมองให้คุ้มค่า แล้วพบกันค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ