
ธรรมปฏิบัติบูชา เมื่อ ๑๗ มิ.ย. ๒๕๕๕ ณ วัดพระแก้ว (ตอน ๓)
เมื่อมีคำถามในเรื่องดังกล่าวจากพระบุญศรีชาวเชียงใหม่ อายุ ๗๒ พรรษา เพื่อขอทราบรายละเอียดจะได้อนุโมทนา
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เมื่อมีคำถามในเรื่องดังกล่าวจากพระบุญศรีชาวเชียงใหม่ อายุ ๗๒ พรรษา เพื่อขอทราบรายละเอียดจะได้อนุโมทนา จึงเป็นเหตุให้อาตมาต้องเขียนสรุปลงแม้โดยย่อเพื่อฉลองศรัทธา แม้จะสั้นย่อแต่ก็คงพอจะได้ใจความที่จะสักการบูชาธรรม ทั้งนี้คงเป็นไปเพื่อจะได้รับทราบว่าได้เทศนาบทธรรมอันใดในวันดังกล่าวนั้น ซึ่งคงจะมีขึ้นอีกครั้งและคงเป็นครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๕ นี้ เพื่อการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่จะทรงมีพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษา ในวันที่ ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๕ นี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าไปร่วมสวดมนต์และร่วมปฏิบัติธรรมอบรมจิตตภาวนา ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๕ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐–๐๙.๐๐ น. คงจะได้สัมผัสกับพลังธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในพระอุโบสถหลวงที่ประดิษฐานองค์พระแก้วมรกตซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองคู่พระพุทธศาสนา เมื่อมีการบูชาธรรมเจริญพระพุทธมนต์ด้วยกาย-วาจา-ใจที่บริสุทธิ์ สำหรับวิสัชนาในครั้งนี้ก็คงสรุปแนวธรรมที่บรรยายไปจากการจัดงานสวดพระปริตรอธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๓๗ ที่ผ่านมาโดยสรุป เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชน หากต้องการรายละเอียดทั้งหมดคงจะมีบันทึกแผ่นซีดีไว้ กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ถนนศรีอยุธยา จึงขอสรุปการบรรยายธรรมในวันดังกล่าว ดังนี้
“....ในวันนั้นนอกจากจะมีการสวดพระปริตรแล้ว อาตมายังได้สาธยายบทธรรมโพธิปักขิยธรรม ๓๗ บทธรรมอันเป็นไปเพื่อการตรัสรู้ โดยนำพาศรัทธาสาธุชนลำดับจิตพิจารณาธรรมตามไปแต่ละขั้น แต่ละข้อความหมายธรรม โดยเริ่มตั้งแต่การตั้งเจตนากำหนดจิตสวดสาธยายพระปริตรไปแต่ละบทความหมาย จนจิตดำเนินการสู่ความตั้งมั่น สงบสงัด ปราศจากหรือหยุดยับยั้งนิวรณ์ธรรมได้ด้วยอำนาจการบูชาพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ที่ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาจิตเป็นไปตามหลักความเพียรชอบอย่างมีสติ กำหนดรู้ในขณะเปล่งวาจาบริกรรมจนจบบทสวด และดำเนินวิถีสู่การอบรมจิตต่อไปตามลำดับด้วยอารมณ์ที่เป็นกุศลธรรมที่จิตเสวยอยู่เป็นอารมณ์เดียว จึงก่อให้เกิดปีติและสุขขึ้นกลางจิต อาตมาได้แนะนำให้รู้จิตกำหนดรู้ลงไปในอารมณ์นั้นๆ ไม่ส่งส่ายไปถืออารมณ์อื่นใดภายนอก จนจิตดำเนินสู่ความสงบตั้งมั่น ไม่ออกไปข้องแวะกับอารมณ์อื่นใด ทั้งจากภายนอกและภายใน จนเกิดความเป็นหนึ่งเดียวของจิต ให้เกิดความเสมอในอารมณ์ ไม่เข้าไปยินดี-ยินร้าย หรือข้องติดในอารมณ์รัก-ชัง ชอบหรือไม่ชอบ จนเกิดใจเป็นกลางขึ้น ให้สติกำหนดรู้ลงกลางใจอยู่กับความเป็นอุเบกขาจิตที่มีความเป็นจิตเดียว ทั้งนี้จิตจะผ่านแต่ละขั้นตอนไปตามลำดับบนมรรคาจิตที่น่าสนใจศึกษา ตั้งแต่เมื่อเริ่มเข้าสู่การเสวยอารมณ์เป็นเบื้องแรก และลำดับไปตามแต่ละอารมณ์ธรรมบนมรรคาจิตดังกล่าว ได้แก่ ปีติ สุข และสู่อุเบกขา ที่มีจิตเป็นเอกัคคตา ... นี่คืออานิสงส์อันยิ่งที่เกิดขึ้นจากการสวดมนต์อย่างรู้จักกำหนดรู้จิตเพื่อพัฒนาจิตไปตามลำดับ จนสามารถที่จะกำหนดรู้พิจารณาธรรมตามความหมายจากบทสวดได้ ก็ย่อมเกิดปัญญาขึ้นกลางจิตที่ดำรงความตั้งมั่นชอบ สืบมาจากการมีความระลึกรู้ชอบและมีความเพียรชอบ
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนา เมื่อการท่องบ่นจดจำสวดสาธยาย สามารถพัฒนาจิตให้เกิดสมถะ (ความสงบ) ก็ได้ หรือพิจารณาให้เข้าใจในความหมายของธรรมจนสว่างเกิดขึ้นกลางใจ (วิปัสสนา) ให้เกิดญาณ (ตัวรู้) ขึ้น เพื่อการรู้แจ้งในธรรมที่ทรงแสดงแจกแจงไว้ดีแล้วในแต่ละบทสวด โดยเฉพาะการได้เรียนรู้ธัมมะจากพระสูตรที่สำคัญๆ เช่น พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร พระอนัตตลักขณสูตร หรือพระอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งแต่ละพระสูตรได้แสดงความจริง ประกาศความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของอรรถและพยัญชนะอันเป็นไปเพื่อที่สุดแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ไว้ดีแล้ว....
“...ในวันนั้น อาตมาได้อัญเชิญบทโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ขึ้นแสดงไปตามลำดับแห่งการปฏิบัติ บนวิถีจิตที่ดำเนินสู่ธรรมวิถีอย่างเป็นขั้น..เป็นตอนไปตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงที่สุด โดยได้แสดงให้สาธุชนที่กำลังลำดับจิตตาม กระทำอำนาจสมาธิให้เป็นบาทวิถีเพื่อเข้าสู่วิปัสสนาญาณ อันเป็นไปตามหลักโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ให้รู้จักการลดระดับสมาธิลงมา จากเอกัคคตาอุเบกขา มาอยู่ระหว่างสุขกับอุเบกขา เพื่อจิตไม่ติดนิ่งเฉยอยู่ที่อุเบกขา และจะต้องไม่ตกลงไปบนฐานสุข ให้กำหนดควบคุมจิตอยู่ระหว่างฌานสุขกับฌานอุเบกขา หรือหากจะพูดในหลักสมาธิตามสายหลวงปู่มั่น ได้แก่ ลดกำลังสมาธิจากอัปปนาสมาธิลงมาสู่อุปจารสมาธิ เพื่อให้จิตสามารถดำเนินไปตามคติมีอัตภาพที่ถูกต้องชอบธรรม โดยมีสติควบคุมดูแลประกอบความเพียรชอบอยู่ทุกขณะจิต ทั้งนี้ให้นำปีติมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยเปิดโอกาสให้ปีติเข้ามาเลี้ยงกายจิต เพื่อทรงสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน ซึ่งวิถีธรรมจะให้จิตควบคุมกายโยกไปทางซ้ายแล้วกลับมาทางขวา เดินหน้าเข้าสู่เส้นทางวิปัสสนา ทั้งนี้ตัวสติและความเพียรชอบจะทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง เมื่อเข้าสู่สถานีอิทธิบาท ๔ หมายถึง บาทวิถีธรรมอันเป็นไปเพื่อความสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๔ ประการ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งจิตจะต้องมีอำนาจธรรมอิทธิบาทเกิดขึ้น หากไม่มีต้องทำให้มี ไม่เป็นต้องทำให้เป็น จนสติสามารถควบคุมจิตประกอบความเพียรชอบ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้
หมายเหตุ : กองบรรณาธิการขออภัยมา ณ ที่นี้ กรณีพาดหัววัดสวนแก้ว แต่แท้จริงคือ วัดพระแก้ว







