
แมงโก้อวอร์ดปีนี้มีชื่อคนไทย ‘วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข’
“แฟชั่นคือความสวยงาม เป็นสิ่งที่โลกต้องมี” ใครนิยาม
โดย...ณัฐพล ช่วงประยูร /(วิศิษฐ์ แถมเงิน)
“แฟชั่นคือความสวยงาม เป็นสิ่งที่โลกต้องมี” ใครนิยาม
คนไทยไปแจ้งเกิดอีกครั้งในต่างแดน “วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข” หรือ “อู๋” ดีไซเนอร์หนุ่มวัย 30 ที่เพิ่งฝ่าด่านผู้แข่งขันการนำเสนอแฟชั่นบนเวที El Boton – MANGO Fashion Awards เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน จากจำนวนผู้แข่งทั้งสิ้น 300 คน เขาคว้ารางวัลชนะเลิศ!
ลูกโทนครอบครัวข้าราชการ
นักออกแบบคนเก่งเป็นหนุ่มบุรีรัมย์ เคยฝันอยากเป็นหมอ เพราะมีแม่เป็นข้าราชการพยาบาล พ่อก็รับราชการเช่นกัน วิ่งเล่นและเติบโตในโรงพยาบาล แต่ก็เลือกและทำตามความชอบ หลังจากจบ ม.ปลาย สายศิลป์คำนวณ ก็พาตัวเองเข้าสู่โลกศิลปะ
“แรกสุดอยากเรียนรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่สอบติดอันดับ 2 อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เลยเลือกเรียนศิลปะการละคร เป็นสาขาที่ไม่มีที่ไหนเยอะ พอเรียนละครก็รู้ว่าไม่เหมาะ เพราะเป็นคนเบื่อง่าย ละครใช้เวลาซ้อม 4-5 เดือน แล้วเล่นแป๊บเดียว รู้สึกว่าทำอะไรที่เหมาะกว่า แล้วมีโอกาสได้ไปดูแฟชั่นโชว์งานหนึ่งของมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นไม่รู้จักแฟชั่นเลย แต่ก็ปิ๊งไอเดีย ว่าฉันอยากทำ”
อดทนรออยู่หนึ่งปี ให้มีงานกิฟท์ เฟสติวัล ของศิลปากร (งานเดียวกับแฟชั่นโชว์) อีกครั้ง “ก็ทำการบ้านรอ อ่านหนังสือ ดูหนัง ค้นคว้า แล้วไปลองทำโชว์ในงานกิฟท์ สร้างสรรค์รูปแบบอย่างที่เราต้องการ ออกแบบแล้วให้ป้าที่บ้านเย็บให้ เราไม่รู้พื้นฐานอะไรเลย แต่มันน่าสนุกมาก อาศัยความสนุก ความกล้า
เรื่องนี้คงต้องขอบคุณที่บ้าน ที่ปล่อยให้เราทำสิ่งที่เราอยากทำเสมอ แม้ว่าไม่มีใครในครอบครัวที่ทำด้านศิลปะหรือออกแบบมาก่อนเลย แต่คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้เราเรียน ทั้งที่รู้ว่าการทำงานนั้นอาจยากมาก ท่านสอนแค่ว่า ทำอะไรเคารพคนอื่น ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
ตัวตนจริงๆ ผมอาจจะน่าเบื่อ เป็นลูกคนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง นิ่งๆ เรียบๆ ไม่ได้หวือหวา ไม่ชอบไปอยู่ตรงที่คนเยอะๆ แต่ว่าชอบดูคนเยอะๆ”
รอบตัดเชือก
การประชันไอเดียและการสร้างสรรค์แฟชั่นของ “อู๋ วิชระวิชญ์” ครั้งนี้ ต้องแข่งขันกับผู้ส่งแบบร่างคอลเลกชันอีกกว่า 200 ผลงาน คนละ 10 รูปแบบ ก่อนที่จะถูกคัดเลือกแบบในช่วง 4 เดือนแรก ค่อยตัดสินเหลือ 50 ผลงาน และตัดให้เหลือ 10 ผลงานตามลำดับ ก่อนที่จะนำแบบร่างที่เข้ารอบไปลงมือทำจริงออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แล้วส่งไปให้กรรมการชม พร้อมคำอธิบาย คอนเซปต์ และความคิดสร้างสรรค์เบื้องหลังผลงาน
“ผมตามข่าวเวทีประกวดนี้ โดยได้รับการบอกจากอาจารย์ท่านหนึ่งสมัยเรียนปริญญาโท ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่น สถาบันฟร็องเซส์ เดอ ลา โม้ด (Francais de la Mode) ที่ปารีส ก่อนหน้านั้น 2 ปี ผมเคยส่งประกวดแต่ไม่ผ่าน เพราะเขาคัดเข้มมาก
กติกาคือ เราต้องมีคอลเลกชันอย่างน้อย 3 คอลเลกชันมาแล้ว ทุกๆ 6 เดือนก่อนส่งผลงานไปแข่ง จากนั้นทำใหม่ 1 คอลเลกชันเพื่อส่ง สื่อสารกันโดยส่งไปส่งมา กระทั่งรอบ 10 คนสุดท้าย ทำงานจริง แล้วก็ยังไม่ได้พบหน้ากรรมการอยู่ดี ไปถึงสเปน ของเราก็อยู่ที่นั่นหมดแล้ว เพราะเขาไม่ต้องการให้การตัดสินมีผลมาจากรูปลักษณ์ของตัวนักออกแบบเลยเด็ดขาด”
ผู้ตัดสินมาจาก 5 สถาบันการออกแบบนานาชาติ ในลอนดอน ปารีส มิลาน เบลเยียม บาร์เซโลนา และตัวแทนจาก แบรนด์แมงโก้ ซึ่งการตัดสินจะจัดที่สำนักงานใหญ่ของเจ้าภาพแมงโก้ในบาร์เซโลนา รวมถึงกรรมการระดับแนวหน้าในวงการแฟชั่นระดับโลก ทั้งช่างภาพ นางแบบ สไตลิสต์
“เหตุผลที่พยายามส่งผลงานไปแสดงเพราะต้องการสร้างโอกาสให้ตัวเอง เพราะคนเก่งมีมากในปัจจุบัน ผมไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ ดังนั้นเราต้องตั้งใจมากกว่าคนที่เขามี แต่ทำยังไงถึงจะได้มีเวทีหรือสร้างโอกาสต่อๆ ไป จะได้หรือไม่ได้ ผมมองว่าแค่ได้ทำก็เจ๋งมากแล้ว เพราะรอบลึกของเวทีระดับนี้ ทางกองประกวดจะให้เงินลงทุนสร้างคอลเลกชันฟรีๆ
สิ่งที่กรรมการบอกกับเราคือ แฟชั่นเป็นเรื่องอินเตอร์ งานของเรามันชัดในแง่ของการทำให้จบและลงตัว ผมเป็นคนเดียวที่ขายงานหัตถกรรม ซึ่งแบรนด์แมงโก้เองก็เปิดกว้าง เขาอยากเห็นทุกอย่าง ผู้แข่งขันแต่ละคนเองก็เป็นกึ่งๆ โปรเฟสชันแนลกันหมด แต่ละคนมีจุดแข็งของตัวเอง
คอลเลกชันทั้ง 10 ชุดของผม แต่ละชิ้นที่เกิดขึ้นก็ผ่านกระบวนการหลากหลาย แก้ๆ ทำๆ 2-3 ครั้ง เรื่องของน้ำหนักสี เรื่องงานปักงานร้อย เพราะฟอร์มมันเรียบง่ายทำอย่างไรถึงจะลงตัวมากที่สุด ด้วยคอนเซปต์ต้นเรื่องมันเป็นนามธรรม “กำเนิดใหม่” เราจะคลี่คลายเรื่องเหล่านี้อย่างไรให้มันเบา เราส่งข้อความนี้ไปถึงคนดูแค่ 15% ก็พอ เล่าเรื่องนิดเดียว เพื่อให้คนเห็นแล้วย้อนกลับมาที่ต้นเรื่อง มันสะท้อนมากกว่าจะเล่าทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องเฉลยทั้งหมด
ผมเลือกเทคนิค ลายพิมพ์ และงานเย็บปักถักร้อยด้วยมือ เป็นจุดแข็งในงานออกแบบบ้านเราด้วย เรามีฐานกำลังการผลิตด้านงานฝีมืออยู่แล้ว มีวัสดุที่เป็นท้องถิ่นมากๆ อย่างผ้าไหมสี่เส้น บางส่วนเป็นของจิม ทอมป์สัน และพิมพ์ลายเพิ่มเข้าไป เทคนิคพิมพ์มีทั้ง ซิลก์สกรีน และดิจิตอล ปรินต์ โดยวาดด้วยมือขึ้นมาก่อน ส่วนกระโปรงที่เป็นพลีท ก็คล้ายกับม่านบังตา ไม่สามารถสร้างด้วยโครงสร้างธรรมดาได้ คล้ายเป็นงานสถาปัตย์ สร้างแต่ละยูนิตออกมาแล้วประกอบ ค่อยๆ คลี่คลายกลายเป็นเรื่องราว ฟอร์มของชุดมีการเปิด-ปิด หรือความขัดแย้งกันเยอะ เวลาเคลื่อนไหวจะมีบางอย่างเกิดขึ้น
จริงๆ เราไม่ได้ทำสิ่งใหม่เลยนะ เรื่องฟอร์ม หรือลายพิมพ์ใหม่ แต่สิ่งเก่าที่ประกอบกันขึ้นมา มันคือใหม่ในปัจจุบัน และใหม่ในเวลาอันสั้น อาจจะมีออกมาเป็นผลงานบางชิ้นที่ต้องสร้างสรรค์ต่อ
ลึกๆ แล้วผมก็ไม่กังวลมากนัก ก่อนหน้านี้ ช่วงปี 2008 ผมเคยไปประกวดเวที Grand Prize, Onward New Designer Fashion Grand Prix ที่ญี่ปุ่น ยากกว่านี้อีก คัดเลือกจาก 1.3 หมื่นผลงาน ให้เหลือ 40 ถึงจะทำชุดเดียว แต่ก็ยากมากๆ” สุดท้ายเขาก็ก็คว้าชนะเลิศมาครอง การันตีไอเดียเด็ดและความฝันที่จับต้องได้ในที่สุด
สวมหมวกหลายใบ
เขาเป็นดีไซเนอร์แบรนด์เดียวกับชื่อจริง เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาการนำเสนอแฟชั่น ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และยังเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
“เหตุผลที่ผมเลือกออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้านั้น โดยส่วนตัวไม่ตื่นเต้นหรือสนใจกับกระเป๋า รองเท้า หรือเครื่องประดับเลย ทำแบรนด์ วิชระวิชญ์ ของตัวเอง ไม่มีหน้าร้าน ไม่ได้วางขาย แต่ทำเป็นโปรเจกต์พิเศษ เช่น คนอยากให้ทำชุดใส่ไปงาน หรือใช้งานเป็นปกติ ลูกค้าต้องการให้ทำยูนิฟอร์มให้ หรือว่ามีอีเวนต์พิเศษต่างๆ แต่จะไม่ค่อยรับงานเยอะ เพราะไม่ค่อยมีเวลา ผมยังไม่รีบขายหนักหน่วงมาก เพราะการสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลาในการสร้างเรื่องราว
ตอนนี้ถือว่าได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีคนประทับใจ เห็นค่า และใช้ของผม ไม่ต้องมีเยอะมาก ฉะนั้นทุกวันนี้คนที่ซื้อเราคือเพื่อน ส่วนใหญ่จะอยู่ในแวดวงศิลปะ เขาเห็นจากงาน แล้วก็สืบๆ ต่อกันมา เหตุผลที่เลือกเราอาจเพราะหาไม่ได้ในยุคนี้ มีกลิ่นของความเป็นโบราณ แต่เป็นงานฝีมือปัจจุบัน บางชิ้นดูเหมือนยาก แต่ 2 วันก็เสร็จ มันเหมือนอัศจรรย์ แต่บางชุดก็เป็นเดือน เพราะใช้ผ้าเป็นหมื่นชิ้นในการร้อยขึ้นมา เหมือนร้อยมาลัย ชิ้นนี้ไปอยู่กับเพื่อนที่เนเธอร์แลนด์ ถือเป็นอาร์ตพีชของเราชิ้นหนึ่ง เขาเลยใช้ตกแต่งบ้าน
ลูกค้าทุกวันนี้คือคนในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน และเมืองไทย หลังจากประกวดกลับมาครั้งนี้มีคนติดต่อเข้ามาเยอะมาก
แบรนด์นี้เริ่มมาตั้งแต่หลังไปเรียนโทที่ฝรั่งเศส ซึ่งสอบชิงทุนรัฐบาลไปเรียน และก็กำลังทำงานใช้ทุนอยู่ ตอนนี้เป็นข้าราชการ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ตำแหน่งดีไซน์โปรโมเตอร์ เวลาและระเบียบเป๊ะ แต่เขาเปิดกว้าง และสนับสนุนให้ทำหลายๆ อย่าง เช่น สอนหนังสือ เป็นวิทยากร หรือแชร์กับหน่วยงานอื่นๆ ข้ามกระทรวง
ชีวิตการเรียนรู้จริงๆ ผมถามทุกคนตลอดเวลา เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้แน่นอน ต่อให้มีความคิดดีๆ เราก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น ก็ไม่ผิดที่ดีไซเนอร์บางคนจะสร้างงานจากตัวคุณเองทุกกระบวนการ แต่ผมเป็นพวกชอบให้แนวทางและลงไปทำด้วย จากนั้นค่อยๆ ถอยออกมา ปล่อยให้คนอื่นทำ และบาลานซ์มันมากกว่า
ส่วนใหญ่จะเรียนจากทุกคน ตั้งแต่ช่างแพตเทิร์น ช่างเย็บ และพวกเพื่อนๆ บอกเพื่อนเสมอ ถ้ารักกันต้องบอก จะมีจุดแข็งอ่อน ถ้าเพื่อนไม่เตือนก็พลาดได้ เราอาจทำได้หลายอย่าง แต่เราสู้คนที่เขาทำทุกวันไม่ได้ ดังนั้นก็ปล่อยให้คนที่เชี่ยวชาญบางอย่างทำ แต่เราเองก็ต้องรู้ทั้งหมดเพียงพอที่จะเถียงหรือแนะนำ คุยกับแต่ละส่วนงานได้ ให้ได้อย่างที่เราอยากได้ มันต้องลองผิดลองถูกด้วยกัน
หน้าที่อาจารย์ที่ศิลปากร ดีตรงที่เห็นแนวคิดของรุ่นเด็ก ตอนที่เราเป็นเด็กเราคิดว่าประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนัก ฉันอยากทำก็ทำ จริงๆ มันไม่ใช่เลย พอเราโตขึ้นมาระดับหนึ่ง ประสบการณ์มีผลต่อการตัดสินใจ ในการใช้ ในการเลือกทำ
ตอนเป็นนักเรียนเป็นนักเรียนที่ดื้อมาก ไม่ยอมไปเรียน อาจารย์โทร.มาบอกให้มาส่งงาน เพราะเราไม่อยากให้คุณต้องไม่จบ คุณจะได้จบแล้วไปทำสิ่งที่คุณอยากทำ พอมาเป็นอาจารย์เองก็เลยเข้าใจ และตั้งใจมาก ผมใช้เวลาการเตรียมการสอนแต่ละครั้งนานมาก สมมติว่าเราสอน 2 ชั่วโมงครึ่ง ต้องเตรียมประมาณ 6 ชั่วโมง และตรวจการบ้านอีก 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
สิ่งที่ผมสอนไม่ได้อยู่ในหลักสูตรทั้งหมด แต่พยายามเพิ่มหลายๆ สิ่งให้เขาเห็น และเปิดโลกทัศน์มากขึ้น เหมือนโลกแฟชั่นที่ต้องอัพเดตตลอดเวลา ไม่สามารถใช้สไลด์จากปีที่แล้วได้ เวลาเตรียมไปสอน 5 อย่าง แต่สอนแค่ 3 อย่างพอ เขาอาจไม่รับอีก 2 อย่าง หรือไม่สนุกด้วยกับผม
แฟชั่นคือความสวยงาม เป็นสิ่งที่โลกต้องมี” อู๋ วิชระวิชญ์ ทิ้งท้าย







