posttoday
ต้นไม้ลดอาชญากรรม

ต้นไม้ลดอาชญากรรม

22 มิถุนายน 2555

โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน

โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน

ถ้ามีใครสักคนถามขึ้นว่า “พวกเราเชื่อหรือไม่ว่าต้นไม้สามารถลดอาชญากรรมได้” พวกเราจะเชื่อกันหรือไม่ครับ

ที่มหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ เมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษา สำรวจ และวิจัย เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนร่มไม้ว่ามีผลต่อปัญหาอาชญากรรมอย่างไร โดยใช้พื้นที่สำรวจรอบๆ เมืองบัลติมอร์นั่นแหละครับ ซึ่งใช้ข้อมูลประวัติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละพื้นที่ย้อนหลังไป 3 ปี และเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมของเมือง

ผลการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ระบุว่า จำนวนต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น 10% สัมพันธ์กับจำนวนอาชญากรรมที่ลดลง 12%

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เป็นไปได้อย่างไร? ผมจะพาไปดูรายละเอียดของงานวิจัยชิ้นนี้ครับ

ดร.ออสติน ทรอย หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า ความร่มรื่นของต้นไม้ส่งเสริมให้ผู้คนใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะที่สาธารณะที่มีต้นไม้จำนวนมาก การออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านแบบนี้ เสมือนหนึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เป็นหูเป็นตาได้มากขึ้น การก่ออาชญากรรมต่างๆ จึงไม่สามารถรอดหูรอดตาไปได้ พวกอาชญากรรมจึงไม่กล้าเสี่ยงที่จะก่ออาชญากรรม

การลดอาชญากรรมได้นั้นจะต้องเป็นต้นไม้ที่ได้รับการดูแลให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้นจึงจะเกิดผล ต้นไม้ที่ขึ้นรกริมทางไร้ระเบียบ ไม่มีคนดูแล ก็อาจจะมีผลให้การก่ออาชญากรรมตรงจุดนั้นๆ มีขึ้นได้เช่นกัน

ผลงานการวิจัยชิ้นนี้ทำให้ชาวเมืองบัลติมอร์ตื่นเต้นและสานต่อโครงการนี้ทันที พวกชาวเมืองได้ตั้งกลุ่มกันขึ้นมา ชื่อว่า “Baltimore Tree Trust” เพื่อการรณรงค์ให้คนเห็นถึงความสำคัญของต้นไม้ในเมือง สร้างจิตสำนึกร่วมกับชุมชนรอบๆ เมืองและในเมือง ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของต้นไม้ที่มีต่อมนุษย์ ต่อเมือง และต่อโลก พวกเขาคิดสโลแกนของกลุ่มขึ้นมาว่า “เปลี่ยนบัลติมอร์ด้วยต้นไม้”

หลายคนๆ อาจจะอยากช่วยโลก อยากช่วยเพื่อนมนุษย์ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะการปลูกต้นไม้มันดูจะเป็นเรื่องยากพอสมควรสำหรับมนุษย์ในเมืองอย่างพวกเราๆ ผมจะพาไปดูอีกเรื่องครับ แล้วจะรู้ว่ามนุษย์เพียงคนเดียวก็สร้างป่าขึ้นมาในเมืองเมืองหนึ่งได้อย่างไม่ยาก

ชายชาวอินเดียผู้หนึ่งชื่อว่า “จาเดฟ เพเอง” หรือ “โมไลย” วัย 47 ปี เมื่อ 30 ปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมในรัฐอัสสัม เป็นน้ำที่ท่วมใหญ่และท่วมอยู่นาน หลังน้ำลดสันดอนกลางแม่น้ำพรหมบุตรมีงูจำนวนมากตายอยู่บนสันดอน

โมไลยสะเทือนใจกับภาพที่เห็น เขาบอกว่านี่คือการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ของโลกที่มีต่อสิ่งมีชีวิต เขาสรุปว่าที่งูเหล่านั้นต้องตายเพราะความร้อนบนสันดอนกลางแม่น้ำที่สันทรายร้อน เพราะไม่มีต้นไม้ เขาได้โทร.ไปหาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าเขาอยากจะปลูกต้นไม้บนสันทรายกลางแม่น้ำพรหมบุตร เจ้าหน้าที่หัวเราะแล้วบอกว่าไม่มีต้นไม้ชนิดไหนปลูกขึ้นในดินแบบนี้หรอก

เขาตัดสินใจไปใช้ชีวิตบนสันดอนนั้น พร้อมกับเริ่มปลูกไผ่ ไม่นานต้นไผ่ของเขาก็เริ่มเติบโต เขาเริ่มหาพันธุ์ไม้พื้นเมืองมาปลูกเพิ่ม ต้นไม้ของเขาเริ่มเติบโตขึ้นทีละนิด มดแดง คือ สิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่มาอยู่บนสันดอน เขาเป็นคนพามันมาเอง เพราะเชื่อว่ามดแดงช่วยผสมเกสร ช่วยปรับสภาพดิน เมื่อพืชและต้นไม้นานาชนิดของเขาเริ่มเติบโต สัตว์กินพืชเริ่มเข้ามาสู่เกาะสันดอน และวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตก็สมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อสัตว์กินสัตว์ที่เราเรียกว่าสัตว์ผู้ล่า ก็ตามมากินสัตว์กินพืชเหล่านั้น

ชาวบ้านแถวนั้นเรียกป่านี้ว่าป่าโมไลย ผ่านไป 30 ปี ป่าแห่งนี้กลายเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ของอินเดีย คนอินเดียและผู้เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่ามีป่าขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งโดยฝีมือมนุษย์เพียงคนเดียว

แล้ววันหนึ่งป่าแห่งนี้ก็ถูกค้นพบโดยอุบัติเหตุ เพราะมีฝูงช้างป่า 100 กว่าตัว บุกเข้าไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง แล้วหนีไปอยู่ในป่าโมไลยแห่งนี้

ทางเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปสำรวจป่าแห่งนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พบว่าพื้นที่ป่าขนาด 5.5 ตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดขึ้นเต็มไปหมด มันคือป่าอุดมสมบูรณ์จริงๆ สัตว์ป่าที่ค้นพบมีทั้งกระต่าย ลิง กวาง วัวป่า แรดนอเดียว ที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้วก็มีการพบที่นี่ เสือเบงกอลก็มี รวมทั้งช้างป่า ในป่าแห่งนี้มีสิ่งแปลกปลอมอยู่เพียงอย่างเดียวคือกระท่อมของโมไลยเอง และมีมนุษย์อาศัยอยู่เพียง 3 คน คือ โมไลย ภรรยา และลูกของเขา เขามีรายได้ของเขาเอง ด้วยการเลี้ยงวัวและควายแล้วรีดเอานมไปขาย

ความอุดมสมบูรณ์ของป่าฝีมือมนุษย์เพียงคนเดียว สร้างความตื่นตัวในประเทศอินเดียเป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่อินเดียจะประกาศให้ป่าโมไลย พื้นที่ 5.5 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานขนาดเล็ก และน่าจะเล็กที่สุดในโลก แต่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก เมื่อเทียบจำนวนพืชพันธุ์และสัตว์ป่าต่อพื้นที่

กรุงเทพฯ ก็มีความพร้อมในทุกด้าน อย่างน้อยๆ ก็พร้อมกว่าโมไลย ถ้ากรุงเทพฯ จะสร้างป่าขึ้นมาในเมืองก็น่าจะดีกว่าป่าของโมไลย ป่าไม้ในเมืองช่วยลดอากาศที่เป็นพิษ ลดอุณหภูมิให้กับเมือง ทำให้เมืองดูร่มรื่น ร่มเย็น และสวยงาม น่าจะลองทำโครงการปลูกป่าในเมืองร่วมกับตำรวจนะครับ ระดมกันปลูกต้นไม้ให้เพิ่มกันขึ้นสัก 10% และถ้าตัวเลขของมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ถูกต้อง นั่นหมายถึงอาชญากรรมก็จะต้องลดลง 12%

ขอขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิโลกสีเขียว ดีไม่ดีนักเรียนอาจจะเลิกตีกันในเมืองที่มีแต่ต้นไม้ก็ได้นะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท