
การพัฒนาเชื้อเพลิงทดแทนดีเซล
โดย...ชนิกา
โดย...ชนิกา
ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (ปี 2555-2564) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกไว้สำหรับพลังงานทดแทนแต่ละชนิดสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตไฟฟ้า ประกอบด้วย พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานรูปแบบใหม่ 2.พลังงานทดแทนเพื่อการผลิตความร้อน ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และพลังงานจากขยะ และ 3.พลังงานทดแทนในภาคคมนาคมขนส่ง (เพื่อใช้ทดแทนน้ำมัน) ประกอบด้วย เอทานอล ไบโอดีเซล และเชื้อเพลิงใหม่ทดแทนดีเซล
ผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนจะได้รับจากแผนดังกล่าวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 5.74 แสนล้านบาท/ปี ในปี 2564 ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนได้มากว่า 4.42 แสนล้านบาท ลดการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 3,800 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท
การพัฒนาเชื้อเพลิงเพื่อทดแทนดีเซลนั้นต้องยอมรับว่า การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงในการดำรงชีวิตประจำวันถือได้ว่า การใช้พลังงานดังกล่าวเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องใช้จ่ายในแต่ละวัน
การใช้พลังงานประเภทน้ำมันดีเซลจัดว่า เป็นปัจจัยต้นทุนในทุกๆ ด้านทั้งภาคการเกษตรใช้สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร ภาคการประมงใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงเรือ สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์น้ำใช้สำหรับเครื่องสูบน้ำ ส่วนในภาคอุตสาหกรรรมและภาคคมนาคมขนส่งต้องใช้น้ำมันดีเซลในรถบรรทุกและรถโดยสาร ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้เชื้อเพลิงดีเซลที่ปัจจุบันราคาปรับสูงขึ้นมาตลอด
กระทรวงพลังงานตระหนักถึงปัญหาการใช้เชื้อเพลิงดีเซลของประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศทำให้เกิดภาระกระตุ้นการผลิตและการดำรงชีพสูง สูญเสียเงินตราต่างประเทศมาก และส่งผลเสียต่อดุลการค้าของประเทศ
ดังนั้น การพัฒนาเชื้อเพลิงเพื่อทดแทนดีเซล จึงเป็นสิ่งสำคัญของประเทศ ซึ่งเห็นว่าไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล สามารถใช้กับเครื่องยนต์ได้หลายสัดส่วน สามารถผลิตได้จากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม และน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งสามารถหาวัตถุดิบได้ในประเทศและประชาชนให้ความสนใจและตอบรับเป็นอย่างดี
ในทางกลับกันการวางแผนที่จะนำไบโอดีเซลมาทดแทนการใช้น้ำมันดีเซลยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยมีวัตถุดิบที่สามารถนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ไม่เพียงพอ ดังนั้นในการวิจัยและพัฒนา “เชื้อเพลิงใหม่ทดแทนดีเซลในอนาคต” จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
จากการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ตั้งคำถามในฐานะที่ใกล้ชิดผู้ผลิตและผู้บริโภค และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตอบโจทย์ในฐานะที่เป็นจุดศูนย์รวมของบุคลากรและงานวิจัย ทั้งนี้เพื่อหาบทสรุปว่าในระยะ 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2564 จะมีพลังงานรูปแบบใดสามารถทดแทนดีเซลได้ จึงสรุปออกมาได้เป็น 7 เทคโนโลยี ประกอบด้วย
1.สบู่ดำ ต้องเร่งพัฒนาพันธุ์และเพาะปลูกที่ให้ผลผลิตสูง พัฒนาเครื่องจักรในวัฏจักรสบู่ดำ และทดสอบการใช้งานระยะยาวในเครื่องยนต์ 2.สาหร่ายน้ำจืด เป็นสาหร่ายน้ำเค็มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาการผลิตเชิงพาณิชย์ 3.FAEE (Fatty Acid Ethyl Ester) หรือการนำเอทานอลมาใช้ในการผลิตแทรเมทานอล ทดสอบการใช้งานกับรถยนต์และหามาตรฐานทดสอบคุณภาพ 4.ED 95 (Ethanol for Diesel 95%) หรือการนำเอทานอล 95% มาผสมกับสารเติมแต่ง พัฒนาสารเติมแต่งและเทคโนโลยีการดัดแปลงเครื่องยนต์เก่า
5.ดีโซฮอล์ (Diesohol) หรือการใช้เอทานอล 35% ผสมในดีเซล : ทดสอบสัดส่วนเอทานอลที่เหมาะสมจะผสมในน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลผสมอยู่แล้ว และทดสอบการใช้งานในเครื่องยนต์ 6.BHD (BioHydrogenated Diesel) หรือดีเซลชีวภาพที่ได้จากการทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน : ทดสอบการใช้งานในเครื่องยนต์และมาตรฐานทดสอบคุณภาพ 7.BTL (Biomass to Liquid) หรือเชื้อเพลิงเหลวจากชีวมวล ผลิตระดับ Pilot Scale ทดสอบการใช้งาน
กระทรวงพลังงานและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ (ปี 2555-2559) เพื่อส่งเสริมงานวิจัยเกี่ยวกับเชื้อเพลิงใหม่ทดแทนดีเซลอนาคตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของ 7 กระทรวง 25 หน่วยงาน และกำหนดเป้าหมายเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
ระยะที่หนึ่ง ในปี 2557 กำหนดให้ต้องทราบผลการศึกษาเทคโนโลยีเกี่ยวกับดีโซฮอล์และ ED 95
ระยะที่สอง ในปี 2558 กำหนดให้ต้องรับทราบผลการศึกษาการพัฒนา FAEE และ BHD
ระยะที่สาม ในปี 2559-2560 กำหนดให้ต้องรับทราบผลการศึกษาถึงวัตถุดิบชนิดใหม่สำหรับการผลิตไบโอดีเซล ได้แก่ สบู่ดำ สาหร่าย และ BTL
หลังจากนั้นจะต้องมีผลการวิเคราะห์เชิงนโยบายต่อไปว่า เชื้อเพลิงใหม่ประเภทใดที่เหมาะสมกับการขยายผลในประเทศไทย พร้อมพิจารณามาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้นต่อไ







