
ปัทมวดี เสนาณรงค์ ชวนทุกคนใส่ใจธรรมชาติ
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
แม้ มะปรางปัทมวดี เสนาณรงค์ จะไม่ใช่นักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยง แต่เธอก็รู้สึกดีที่อย่างน้อยๆ ก็ได้มีส่วนร่วมในการตระหนักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การทำงานในองค์กรที่รักษ์และห่วงใยสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันโครงการช็อปปิ้งมอลล์ที่เธอไปนั่งในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ก็ยิ่งถูกใจ เพราะมีแนวคิดในการช่วยกันอนุรักษ์พลังงานและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อุดมไปด้วยต้นไม้ เพราะเธอตระหนักอยู่เสมอว่า ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล
ช็อปปิ้ง มอลล์ ใกล้ชิดธรรมชาติ : ด้วยความเป็นสาวนักช็อป ผู้บริหารบริษัท ธัญวิลล์ จึงชวนปัทมวดี มารั้งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ “ธนิยะ ช็อปปิ้ง พาร์ค ช็อปปิ้ง มอลล์” ที่ใกล้ชิดธรรมชาติ เมื่อได้ฟังแนวคิดของการสร้างอาคารแล้วก็ถูกใจ เพราะตั้งอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คืออยากให้ผู้คนหันกลับมาสนใจและช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้มากขึ้น
“ตอนนี้ปรางมาดูแลโครงการธนิยะ ช็อปปิ้ง พาร์ค เป็นศูนย์การค้าในแหล่งชุมชนรูปแบบใหม่ ที่ร้านค้าอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้นานาพรรณ เป็นศูนย์รวมกิจกรรมและความสุขบนเนื้อที่ 16 ไร่ มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 4060% ของพื้นที่ทั้งหมด มีสวนพักผ่อนเหมือนเป็นคอมมูนิตีมอลล์กึ่งห้าง มีทั้งหมด 6 อาคาร 5 อาคารเป็นอาคารช็อปปิ้ง อีก 1 อาคารเป็นที่จอดรถ ครั้งแรกที่ผู้บริหารชวนปรางมาร่วมงาน รู้สึกดี เพราะผู้บริหารมีแนวคิดที่ดีที่อยากให้ผู้ประกอบการรายย่อยๆ มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง อีกทั้งเป็นโครงการสีเขียวอนุรักษ์ธรรมชาติ มีสวนพฤษศาสตร์บนดาดฟ้า มีสถานที่ปฏิบัติธรรม มีลานฝึกไทชิ เหมือนให้คนกลับไปอยู่กับธรรมชาติ ทำตัวเองให้สมดุล ซึ่งเป็นโครงการที่น่าสนใจ ที่สำคัญโครงการตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์ซึ่งใกล้บ้านปรางย่านกรุงเทพกรีฑามากๆ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ ปรางจะเดินทางไปทำงานได้สะดวกมาก”
ดึงคนช่วยลดการใช้พลังงาน : ปัทมวดี บอกว่า ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ได้ ไม่จำเป็นต้องถือถุงผ้า สามารถถือกระเป๋าพราดา แต่มีจิตใจที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ช่วยอนุรักษ์พลังงานเท่าที่ตนเองจะทำได้ และอย่าลืมสอนคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลานให้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมด้วย
“เวลาก่อสร้างอาคารเรามีการคำนวณทิศทางลม อากาศจึงถ่ายเทสะดวก บางอาคารจึงใช้เครื่องปรับอากาศ บางอาคารใช้ลมธรรมชาติ แต่อากาศก็เย็นตลอด มีการสร้างบันไดเสียงดนตรี เมื่อคนเดินขึ้นลงก็จะมีเสียงดนตรี เพื่อดึงดูดให้คนช่วยกันลดการใช้พลังงาน มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาทำให้รูปปั้นหมุน มีการออกแบบให้นำน้ำที่ใช้แล้ว นำกลับมารีไซเคิลแล้วใช้ใหม่ในการลดน้ำต้นไม้ คือ ยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องช่วยกันดูแลธรรมชาติ แม้นักวิทยาศาสตร์ออกมาบอกว่า โลกเราจะแตกเร็วๆ นี้ ตอนนั้นปรางไม่รู้สึกกลัว แต่มากลัวตอนโลกเราโดนปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหว รู้สึกมันใกล้ตัวขึ้นมาทุกที แต่เราก็อยากอยู่กับลูกไปนานๆ เราจึงต้องช่วยกันปลุกจิตสำนึกของตัวเองและคนใกล้ตัวตลอด”
สิ่งแวดล้อมไม่ค่อยสมดุล : ปัทมวดีเป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เมื่อครั้งเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลยุคลธร เธอก็มักสอนและปลูกฝังให้เด็กๆ รู้จักคุณค่าของธรรมชาติ เมื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่มีลูกชาย เธอก็ปลูกฝังให้ลูกได้ใกล้ชิดและสัมผัสกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เพราะเด็กในวันนี้จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า หากเด็กๆ มีจิตสำนึกที่ดี ก็จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ในวันข้างหน้า
“ปรางเคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลยุคลธร มานานกว่า 20 ปี ปรางพยายามสอดแทรกเรื่องธรรมชาติลงไปตลอด และสอนให้เด็กตระหนักว่า โลกของเราโดนทำร้ายมามากแล้ว ปรางสอนให้เด็กๆ ทำในเรื่องง่ายๆ เริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น เก็บขยะ ปลูกต้นไม้ เราสอนให้เด็กๆ 200 คน ซึมซับเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ทั้งๆ ที่เราคุยเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมาเป็นสิบๆ ปี แต่เหมือนไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงอะไรให้เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีคนกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมมีอยู่ไม่น้อย แต่คนที่ไม่ค่อยดูแลรักษาหรือใช้แล้วไม่ดูแลธรรมชาติก็มีอีกมากเช่นกัน จึงทำให้สิ่งแวดล้อมไม่ค่อยสมดุล เราจึงเหมือนจุดเล็กๆ ในสังคมที่สามารถช่วยรักษาและทำให้คนรอบข้างเห็นและมาช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้นได้”
พักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ : คุณแม่ยังสาววันว่างๆ เธอมีไลฟ์สไตล์ชอบพาน้องจาร์ปัทม สุจริตกุล วัย 14 ปี ไปเที่ยวต่างจังหวัด โดยเฉพาะทะเล เพราะเธออยากให้ลูกได้สัมผัสกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจริงๆ การพามาดูของจริงจะทำให้ลูกชายได้เรียนรู้ได้ง่ายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ไม่น่าเชื่อว่าลูกชายเป็นคนรักธรรมชาติมาก ชอบเลี้ยงสัตว์ เขาอยากเลี้ยงปลาทะเล แต่ปรางให้เหตุผลกับลูกว่าสัตว์ทะเลก็ควรอยู่ในทะเล ลูกก็เชื่อฟัง เขาจึงหันไปเลี้ยงห่าน เลี้ยงไก่ ว่างๆ ก็ปล่อยห่านว่ายเล่นในสระว่ายน้ำของบ้าน ว่างๆ ปรางชอบปลูกต้นไม้กับลูก ซึ่งความที่ชอบธรรมชาติอาจได้มาจากท่านตา เพราะที่บ้านย่านกรุงเทพกรีฑามีบริเวณมากและปลูกต้นไม้เยอะ ตอนนี้ปรางกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องอากาศ เมื่อก่อนบ้านปรางอยู่สุขุมวิท 30 รถติดแล้วก็แออัดมาก ท่านตาจึงมีดำริให้ย้ายบ้านมาอยู่ที่กรุงเทพกรีฑา เราจึงย้ายมาหมดทั้งครอบครัวมาปลูกบ้านบนเนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งอากาศถ่ายเทมาก เพราะการอยู่ในที่ที่มีอากาศไม่ดีทำให้ผู้สูงอายุเป็นโรคปอด ลูกชายเกิดที่กรุงเทพกรีฑา ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ลูกจึงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่เป็นภูมิแพ้ ลูกได้ว่ายน้ำร่างกายก็แข็งแรง ปรางอยากให้ทุกคนหันกลับมารักษ์โลกกันมากขึ้น ช่วยกันรวมพลัง เริ่มจากจุดเล็กๆ หลายจุดรวมกันก็กลายเป็นจุดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรทำ ปรางจะสอนลูกชายอยู่เสมอๆ ในเรื่องพื้นฐาน เช่น ปิดน้ำ ปิดไฟเมื่อไม่ใช้ เครื่องปรับอากาศเปิดเมื่อจำเป็น เป็นต้น”







