posttoday
ขีดความสามารถด้านการผลิต

ขีดความสามารถด้านการผลิต

22 มิถุนายน 2555

โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม


บทความเมื่อคราวที่แล้ว กล่าวถึง “สถาบันพัฒนาการบริหารจัดการระหว่างประเทศ” (IMD) แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ได้เปิดเผยรายงานการจัดอันดับ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศต่างๆ 59 ประเทศทั่วโลก โดยในปี 2555 ความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่อันดับที่ 30 ลดลง 3 อันดับจากปี 2554 ที่อยู่ที่อันดับที่ 27

เกณฑ์ในการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันประกอบด้วย 4 ด้านหลัก คือ ประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพด้านธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งปรากฏว่าของไทยเราลดลงทุกด้าน

เมื่อพิจารณาถึงขีดความสามารถในมิติที่ว่าด้วย “ประสิทธิภาพด้านธุรกิจ” แล้ว ของไทยลดลงมาอยู่อันดับที่ 23 (จากเดิมอันดับที่ 19) ในประเด็นนี้พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตไม่น้อย

ในความเป็นจริงแล้ว ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลในซีกโลกตะวันตกต้องหันมาพึ่งพาภาคการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการว่างงาน และอาจมีการดึงการลงทุนกลับประเทศของตน จึงส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกวันนี้

เมื่อพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าประเทศไทยจึงมี 4 เรื่องหลักๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราเพิ่มขึ้น

ประการแรก ได้แก่ การลงทุนของรัฐเพื่อสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต ด้านการบ่มเพาะธุรกิจอุตสาหกรรม และการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญคนไทยจากทั่วทุกมุมโลกให้กลับมาพัฒนาประเทศ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ประการที่สอง ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและการลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้มีการลงทุนทั้งในและนอกประเทศมากขึ้น โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตการอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อมให้เป็นมาตรฐานสากลเพิ่มขึ้น

ประการที่สาม ได้แก่ การพัฒนาผลิตภาพ หรือ Productivity เพื่อลดต้นทุนในกระบวนการผลิตและการปรับปรุงด้านโลจิสติกส์ โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการหันมาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) และเครื่องจักรกลอัตโนมัติในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการด้านไอทีซอฟต์แวร์ Software ผลิตซอฟต์แวร์ของไทยเพื่อสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ประการที่สี่ ได้แก่ การลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ โดยปรับตัวไปพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น

แนวทางดำเนินการทั้ง 4 ประการดังกล่าวข้างต้น จะสอดคล้องกับผลการสำรวจผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกของบริษัท Deloitte เมื่อปี 2553 เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต

ผลการสำรวจดังกล่าว พบว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นกับแรงขับเคลื่อนหลักๆ 2 อย่าง ได้แก่ แรงขับเคลื่อนทางการตลาด (ประการที่สามและสี่) และแรงขับเคลื่อนของรัฐบาล (ประการที่หนึ่งและสอง) จากผลการสำรวจผู้บริหารระดับสูงในเอเชียมีความเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ได้แก่

1.นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

2.การลงทุนของภาครัฐในเรื่องการผลิตและนวัตกรรม

3.ต้นทุน แรงงาน และวัสดุ

4.ระบบเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และภาษี

5.ต้นทุนพลังงานและนโยบาย

6.คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน

7.กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ได้กำหนดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยต้องอยู่ในระดับไม่เกินอันดับที่ 15 ของโลก ซึ่งหากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยกันผลักดันให้ปัจจัยทั้ง 4 เรื่องดังกล่าวข้างต้นมีความเป็นไปได้แล้ว ก็เชื่อได้ว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้แน่นอน

โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญก็คือ การเพิ่มผลผลิต (Productivity) และนวัตกรรม (Innovation) ครับผม!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท