
กฎเกณฑ์กรรม สาธุชนควรศึกษา(ตอน ๕)
ทั้ง ๓ วาที สรุปเรียกว่า กรรม และกฎเกณฑ์กรรม
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ทั้ง ๓ วาที สรุปเรียกว่า กรรม และกฎเกณฑ์กรรม
เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา สามารถแสดงให้ละเอียดลงไปในรูปกระแสปัจจยาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือ อิทัปปัจจยตา ได้อย่างน่าศึกษายิ่ง เพราะจะเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดของการศึกษาเรื่องกรรม ที่แสดงในขั้นสัจธรรม โดยเฉพาะในความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง (สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต แปลว่า เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง) ซึ่งในความจริงขั้นปรมัตถธรรมนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความไม่มีบุคคลผู้กระทำกรรม...
ไม่มีบุคคลผู้เสวยกรรม กรรมทั้งหลายเป็นไปตามความปรุงแต่งของสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ความเข้าใจในหลักอิทัปปัจจยตานั้น จะเข้าถึงความจริงที่ว่า สุข ทุกข์ นั้น ไม่มีเขา-ไม่มีเรา เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย โดยสามารถเรียนรู้ได้จากปัจจยาการทั้งสายเกิดและสายดับ ซึ่งความเข้าใจจะนำไปสู่ความสามารถในการทำกรรมให้สิ้นไปได้ ทั้งนี้ เพราะการเข้าใจในความจริงของกฎอนัตตา หรืออิทัปปัจจยตานั้นเอง ที่แสดงกรรมในรูปละเอียด ปรากฏตามกระแสปฏิจจสมุปบาทธรรม
หากต้องการทราบว่า ในพระพุทธศาสนามีการจำแนกแจกแจงกรรมอย่างไรบ้างนั้น คงต้องสรุปหลายรูปแบบ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น จำแนกเป็น ๒ ประเภทตามหลักธรรม (๑.ขั้นศีลธรรม ๒.ขั้นสัจธรรม) หรือจำแนกเป็น ๓ ชนิด ตามวิปักกกรรม ได้แก่
๑.กรรมธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในกรรมธาตุ
๒.รูปธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในรูปธาตุ
๓.อรูปธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในอรูปธาตุ
หรือใช้หลักแว่นส่องกรรม ที่ทรงสอนพระราหุล ที่ว่า ให้ใช้แว่นส่องกรรมเพื่อมองดูให้เห็นว่า กรรมเป็นอย่างไร และควรใช้แว่นส่องดูกรรมตนเองอยู่ทุกเวลานาที เพื่อให้รู้ในกรรม ๒ อย่างเท่านั้น คือ
๑.กุศลกรรม หมายถึง ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
๒.อกุศลกรรม หมายถึง เบียดเบียนตนเองเบียดเบียนผู้อื่นเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
นอกจากการจำแนกแจกแจงกรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีการแจกแจงกรรมในระดับศีลธรรมอีก ๑๒ ประเภท โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่มตามสามัญลักษณะของกรรม
หมวดที่ ๑ ว่าโดยวิปากกาล คือ จำแนกตามเวลาที่ให้ผล ได้แก่
๑.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลปัจจุบันในภพนี้
๒.อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลในภพที่จะไปเกิด (ในภพหน้า)
๓.อปราปริยเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป
๔.อโหสิกรรม หมายถึง กรรมเลิกให้ผล
หมวดที่ ๒ ว่าโดยกิจ คือ จำแนกให้ผลตามหน้าที่
๑.ชนกกรรม หมายถึง กรรมแต่งให้เกิด
๒.อุปัตถัมภกรรม หมายถึง กรรมสนับสนุน
๓.อุปปีฬกกรรม หมายถึง กรรมบีบคั้น
๔.อุปฆาตกรรม หมายถึง กรรมตัดรอน
หมวดที่ ๓ ว่าโดยวิปากทานปริยาย (ตามกำลัง)
๑.ครุกรรม หมายถึง กรรมหนัก
๒.พหุลกรรม หมายถึง กรรมทำมาก
๓.อาสันนกรรม หมายถึง กรรมใกล้ตาย
๔.กตัตตากรรม หมายถึง กรรมที่ทำด้วยเจตนาอ่อน
หมวดที่ ๔ ว่าโดยวิปากัฏฐาน จำแนกตามสถานที่คือภพเป็นที่ให้ผล
๑.อกุศลกรรม หมายถึง อกุศลกรรม ๑๐ ย่อมให้เกิดในอบายภูมิ (ยกเว้นอุทธัจจะ)
๒.กามาวจรกุศลกรรม หมายถึง กุศลระดับกามาวจร ที่จำแนกเป็นบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ย่อมให้กำเนิดในกามสุคติภพ ๗
๓.รูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นกุศลระดับรูปาวจร ย่อมให้กำเนิดในรูปภพ
๔.อรูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นกุศลระดับอรูปาวจร คือ อรูปฌาน ๔ ย่อมให้กำเนิดในอรูปภพ๕.
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







