posttoday
กฎเกณฑ์กรรม สาธุชนควรศึกษา(ตอน ๕)

กฎเกณฑ์กรรม สาธุชนควรศึกษา(ตอน ๕)

19 มิถุนายน 2555

ทั้ง ๓ วาที สรุปเรียกว่า กรรม และกฎเกณฑ์กรรม

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ทั้ง ๓ วาที สรุปเรียกว่า กรรม และกฎเกณฑ์กรรม

เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา สามารถแสดงให้ละเอียดลงไปในรูปกระแสปัจจยาการที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือ อิทัปปัจจยตา ได้อย่างน่าศึกษายิ่ง เพราะจะเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดของการศึกษาเรื่องกรรม ที่แสดงในขั้นสัจธรรม โดยเฉพาะในความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง (สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต แปลว่า เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง) ซึ่งในความจริงขั้นปรมัตถธรรมนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความไม่มีบุคคลผู้กระทำกรรม...

ไม่มีบุคคลผู้เสวยกรรม กรรมทั้งหลายเป็นไปตามความปรุงแต่งของสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ความเข้าใจในหลักอิทัปปัจจยตานั้น จะเข้าถึงความจริงที่ว่า สุข ทุกข์ นั้น ไม่มีเขา-ไม่มีเรา เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัย โดยสามารถเรียนรู้ได้จากปัจจยาการทั้งสายเกิดและสายดับ ซึ่งความเข้าใจจะนำไปสู่ความสามารถในการทำกรรมให้สิ้นไปได้ ทั้งนี้ เพราะการเข้าใจในความจริงของกฎอนัตตา หรืออิทัปปัจจยตานั้นเอง ที่แสดงกรรมในรูปละเอียด ปรากฏตามกระแสปฏิจจสมุปบาทธรรม

หากต้องการทราบว่า ในพระพุทธศาสนามีการจำแนกแจกแจงกรรมอย่างไรบ้างนั้น คงต้องสรุปหลายรูปแบบ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น จำแนกเป็น ๒ ประเภทตามหลักธรรม (๑.ขั้นศีลธรรม ๒.ขั้นสัจธรรม) หรือจำแนกเป็น ๓ ชนิด ตามวิปักกกรรม ได้แก่

๑.กรรมธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในกรรมธาตุ

๒.รูปธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในรูปธาตุ

๓.อรูปธาตุ วิปักกกรรม หมายถึง กรรมที่มีวิบากเป็นไปในอรูปธาตุ

หรือใช้หลักแว่นส่องกรรม ที่ทรงสอนพระราหุล ที่ว่า ให้ใช้แว่นส่องกรรมเพื่อมองดูให้เห็นว่า กรรมเป็นอย่างไร และควรใช้แว่นส่องดูกรรมตนเองอยู่ทุกเวลานาที เพื่อให้รู้ในกรรม ๒ อย่างเท่านั้น คือ

๑.กุศลกรรม หมายถึง ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น

๒.อกุศลกรรม หมายถึง เบียดเบียนตนเองเบียดเบียนผู้อื่นเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น

นอกจากการจำแนกแจกแจงกรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีการแจกแจงกรรมในระดับศีลธรรมอีก ๑๒ ประเภท โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่มตามสามัญลักษณะของกรรม

หมวดที่ ๑ ว่าโดยวิปากกาล คือ จำแนกตามเวลาที่ให้ผล ได้แก่

๑.ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลปัจจุบันในภพนี้

๒.อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลในภพที่จะไปเกิด (ในภพหน้า)

๓.อปราปริยเวทนียกรรม หมายถึง กรรมให้ผลในภพต่อๆ ไป

๔.อโหสิกรรม หมายถึง กรรมเลิกให้ผล

หมวดที่ ๒ ว่าโดยกิจ คือ จำแนกให้ผลตามหน้าที่

๑.ชนกกรรม หมายถึง กรรมแต่งให้เกิด

๒.อุปัตถัมภกรรม หมายถึง กรรมสนับสนุน

๓.อุปปีฬกกรรม หมายถึง กรรมบีบคั้น

๔.อุปฆาตกรรม หมายถึง กรรมตัดรอน

หมวดที่ ๓ ว่าโดยวิปากทานปริยาย (ตามกำลัง)

๑.ครุกรรม หมายถึง กรรมหนัก

๒.พหุลกรรม หมายถึง กรรมทำมาก

๓.อาสันนกรรม หมายถึง กรรมใกล้ตาย

๔.กตัตตากรรม หมายถึง กรรมที่ทำด้วยเจตนาอ่อน

หมวดที่ ๔ ว่าโดยวิปากัฏฐาน จำแนกตามสถานที่คือภพเป็นที่ให้ผล

๑.อกุศลกรรม หมายถึง อกุศลกรรม ๑๐ ย่อมให้เกิดในอบายภูมิ (ยกเว้นอุทธัจจะ)

๒.กามาวจรกุศลกรรม หมายถึง กุศลระดับกามาวจร ที่จำแนกเป็นบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ย่อมให้กำเนิดในกามสุคติภพ ๗

๓.รูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นกุศลระดับรูปาวจร ย่อมให้กำเนิดในรูปภพ

๔.อรูปาวจรกุศลกรรม หมายถึง กรรมที่เป็นกุศลระดับอรูปาวจร คือ อรูปฌาน ๔ ย่อมให้กำเนิดในอรูปภพ๕.

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท