posttoday
พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง (ตอนจบ)

พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง (ตอนจบ)

17 มิถุนายน 2555

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย / ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย / ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คำว่า “สัจจานุรักษ์” แปลว่า “การตามรักษาความจริง” กล่าวคือ เมื่อใครมีความเห็นอย่างไร มีลัทธินิยมอุดมการณ์อย่างไรก็ตามมากล่าวให้ตนฟัง มาแถลงให้ตนฟัง เราจะยังไม่ปฏิเสธทันที แต่เราจะรับฟังเขาอย่างดีที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความเคารพจากใจจริง จากนั้นหากเรามีความเห็นอย่างไร เราก็จะขอโอกาสแสดงข้อความคิดความเห็นของตนด้วยใจเป็นกลางอย่างสุภาพว่า “ที่ท่านกล่าวมานั้นก็ดีแล้ว...แต่ในส่วนของข้าพเจ้า, ข้าพเจ้ามีความเห็นเป็นอย่างนี้...” หรือ “เท่าที่ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังมา เรื่องนั้นมีว่าอย่างนี้...” การยอมฟังคนอื่นก็ดี การแสดงความเห็นด้วยท่าทีที่ไม่รุกรานฝ่ายที่เห็นต่างด้วยความรุนแรงก็ตาม นับว่าเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม เอื้อต่อความเจริญงอกงามของธรรมของปัญญา

นอกจากนั้นแล้ว การที่ตนมีความเห็น ความเชื่ออย่างหนึ่ง แล้วไม่เกณฑ์ให้คนอื่นต้องเชื่อเหมือนตนเอง เห็นเหมือนตนเองโดยถ่ายเดียว ก็เป็นลักษณะสำคัญของสัจจานุรักษ์ ลักษณะที่ตรงกันข้ามกับสัจจานุรักษ์ ก็คือ การผูกขาดสัจธรรม เช่น การมีความเชื่อฝังหัวว่า “อิทเมว สจฺจํ, โมฆมญฺญํ” (แปลว่า “อย่างนี้เท่านั้น เป็นความจริงแท้ นอกนั้นไร้สาระทั้งสิ้น”) ท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยการผูกขาดความจริงอย่างนี้ และพยายามจะยัดเยียดความจริงเฉพาะที่ตนเชื่อเท่านั้น ว่าเป็นความจริงสากลที่ทุกคนต้องเชื่อตาม ปฏิบัติตาม นี่คือสาเหตุสำคัญของการเกิดสงครามทางศาสนา สงครามทางความคิด สงครามระหว่างประเทศ สงครามในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติหลายครั้ง ล้วนมีรากฐานมาจากการพยายามยัดเยียดความเชื่อเพียงหนึ่งเดียวให้เป็นความเชื่อสำหรับคนทุกกลุ่ม พอคนกลุ่มอื่นไม่เชื่อตาม การกำจัดกวาดล้าง “คนนอกรีต” หรือการ “ล่าแม่มด” ก็เกิดขึ้น โศกนาฏกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะความใจแคบดังกล่าวมานี้นับครั้งไม่ถ้วน

อย่าว่าแต่อดีตเลย แม้ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีคนใจแคบอีกไม่น้อยที่พยายามยัดเยียดความเชื่อของตนให้คนอื่น พอเขาไม่เชื่อตาม ไม่ปฏิบัติตาม ก็เหยียดเขาให้มีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนต่ำกว่าตน จากนั้นก็หาทางเบียดเบียนทำลายเขา ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ตราบใดก็ตามที่มนุษย์ไม่รู้จักความมีใจกว้าง ไม่รู้จักการวางท่าทีแบบสัจจานุรักษ์ คือ การเปิดใจรับฟังเสียงที่เห็นต่างเชื่อต่างอย่างสันติ ตราบนั้นสงครามเพราะความใจแคบก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป

อยู่กันด้วยเมตตา จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม สังคมนิติรัฐ ความเห็นชัดสอดคล้องกัน คือสายสัมพันธ์แห่งสันติภาพ

การสร้างสันติภาพในระดับมหัพภาค เป็นสิ่งที่พระพุทธศาสนาไม่ได้ละเลย ตรงกันข้ามเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาในโลกโดยตรงเลยทีเดียว วัตถุประสงค์หลักดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอตลอดพระชนมชีพของพระองค์ เช่น ในพระพุทธพจน์คราวส่งพระพุทธสาวกออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นดั่งการปฐมนิเทศพุทธสาวกรุ่นแรก พระพุทธองค์ทรงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไปเพื่อประโยชน์เพื่อกูลแก่พหูชน เพื่อเกื้อการุณย์แก่ชาวโลก...”

หลักธรรมเป็นอเนกประการที่ทรงนำมาสอนล้วนเกื้อกูลต่อการสร้างสันติภาพโลกทั้งสิ้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างหลักธรรมชื่อ “สาราณียธรรม” หรือ “สามัคคีธรรม” อันเป็นหลักการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมมาให้พิจารณา หลักดังกล่าวนั้น ทรงย้ำว่า เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะก่อให้เกิดความสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียว ความปรองดอง ความเห็นอกเห็นใจกัน ความมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน สังคมไหน ประเทศใด อยากให้มีบรรยากาศแห่งสันติภาพ สันติสุข ก็ควรปฏิบัติตามหลักสาราณียธรรมดังต่อไปนี้

พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง (ตอนจบ)

 

1.เมื่อจะคิด ก็จงคิดด้วยเมตตา

2.เมื่อจะพูด ก็จงพูดด้วยเมตตา

3.เมื่อจะทำ ก็จงทำด้วยเมตตา

4.ร่วมกันจัดสรรทรัพยากรที่ดีมีค่าอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม (สาธารณโภคิตา)

5.มีความคิดเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (ทิฏฐิสามัญญตา/สมานฉันท์)

6.มีแนวทางในการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (สีลสามัญญตา/เคารพกฎ หรืออยู่ภายใต้กติกาของสังคมเสมอเหมือนกัน)

หากเราลองขยายความหมายของสาราณียธรรมออกมาให้เป็นภาคปฏิบัติก็จะพบว่า เนื้อหาของหลักธรรมดังกล่าวนี้ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอ ลองจินตนาการดูเถิดว่า ในองค์กร ในสถาบัน ในสังคม ในประเทศ หรือในโลก ที่ผู้คิดต่อกันด้วยเมตตา คือ มีไมตรีจิตต่อกันฉันมิตร ไม่มองกันและกันในฐานะศัตรูคู่อาฆาต (=คิดด้วยเมตตา) พูดกันด้วยเมตตา คือ สื่อสารกันอย่างที่มิตรควรกระทำบนพื้นฐานแห่งความปรารถนาดี (=พูดกันด้วยเมตตา) อยู่กันด้วยเมตตา คือ อยู่ร่วมกัน ปฏิบัติต่อกันเหมือนหนึ่งคนรักกัน คนเป็นมิตรกันปฏิบัติต่อกัน ไม่ตีสองหน้าเข้าหากัน ไม่เล่นละครตบตากัน (=ทำด้วยเมตตา) รวมทั้งมีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรอย่างเสมอภาคกัน มีโอกาสในสังคมทัดเทียมกัน ลดช่องว่างระหว่างชนชั้นและช่องว่างทางเศรษฐกิจให้น้อยลง (=สาธารณโภคิตา/จัดสรรทรัพยากร) ตลอดถึงประชาชนยอมรับในระบอบการเมืองการปกครองแบบเดียวกัน เช่น ยอมรับในระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน (=ทิฏฐิสามัญญตา) เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเหมือนกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกัน (=สีลสามัญญตา) เพียงแค่นี้หลักประกันสันติภาพในสังคมก็เกิดขึ้นแล้ว

บ้านเมืองที่ขาดสันติภาพ โลกที่ขาดสันติภาพ ก็เพราะขาดหลักประกันพื้นฐานแห่งสันติภาพทั้ง 6 ประการที่กล่าวมานี้เอง หากเราต้องการสันติภาพของสังคม สันติภาพของประเทศ สันติภาพของโลก สาราณียธรรมหรือสามัคคีธรรม 6 คือ สิ่งที่ขาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท