
มองให้เห็น อินโดนีเซีย
คุณสุทธิพงศ์ เผือนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
โดย...กาญจน์ อายุ
คุณสุทธิพงศ์ เผือนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากถามนักท่องเที่ยวว่าอยากไปไหน บาหลีจะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อยากไป แต่อินโดนีเซียจะไม่อยู่ในความคิด
เมื่อได้ฟังดังนี้ จึงขอลองพิสูจน์ด้วยวิธีอวดเพื่อน
“เพิ่งกลับมาจากอินโดฯ” เพื่อนบอก “อืม”
พอได้ฟังดังนี้จึงเปลี่ยนคำอวดใหม่ “เพิ่งกลับมาจากบาหลี” เพื่อนตอบทันที “อยากไป!”
คำตอบของเพื่อนหลายคนที่ฉันอวดและมีปฏิกิริยาอย่างเร็วเมื่อฉันพูดคำว่า “บาหลี” น่าจะพิสูจน์ได้เบื้องต้นว่าคำพูดของคุณสุทธิพงศ์มีความน่าจะเป็นว่าถูก “คนอยากไปบาหลีมากกว่าอินโดนีเซีย”
แต่เมื่อถามฉันตอนนี้ ฉันรู้สึกว่า “บาหลีหรืออินโดฯ ฉันก็อยากไปเหมือนกัน” เพราะได้เห็นกับตาแล้วว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศ “น่าเที่ยว”
จาการ์ตา : ทันสมัยแต่ไม่เสมอ
จาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย มีลักษณะบ้านเมืองคล้ายกรุงเทพมหานคร คือมีตึกอาคารทันสมัย มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง มีป้ายโฆษณาทั่วเมือง และบนถนนเต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว แต่จะแตกต่างกันที่ระบบขนส่งมวลชน ที่ในจาการ์ตาจะไม่มีรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที หรือแอร์พอตเรลลิงก์ จะมีเพียงรถประจำทาง รถไฟ และรถรับจ้างทั่วไป เช่น แท็กซี่ หรือสามล้อ
แต่จำนวนรถยนต์ส่วนตัวในจาการ์ตาที่มีมากไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะราคาน้ำมันบ้านเขาประมาณ 15 บาทต่อลิตรเท่านั้น แต่เมืองไทยสิแปลกที่น้ำมันลิตรละเกือบ 40 บาท แต่รถยนต์ส่วนตัวก็ยังวิ่งกันหนาแน่นอย่างกับน้ำมันราคามันถูก
ในยามค่ำคืน เมืองจาการ์ตาจะเผยความสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจจากจอแอลซีดีขนาดใหญ่ ที่เหมือนกับว่ามันกำลังเป็นสินค้ายอดฮิตอยู่ในขณะนี้ เพราะทุกห้างจะมีจอแอลซีดีฉายอยู่หน้าห้าง บางห้างใหญ่เท่ากับตัวห้างเลยทีเดียว และหลายๆ ตึกมีการเล่นไฟเล่นสีสร้างสีสันในความมืด มองแล้วสวยกว่าตอนกลางวัน
แต่แม้ว่าจะดูแล้วทันสมัย แต่ความทันสมัยมันมีไม่เสมอ เพราะถ้าไม่แหงนคอมองตึกสูง คุณก็ยังเห็นชาวบ้านที่พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ในเมืองใหญ่ (ไม่ต่างจากกรุงเทพมหานคร) และบ้านช่องซอมซ่อของคนธรรมดาที่สว่างเป็นจังหวะจากแสงจอแอลซีดี
ถ้าอยากเห็นจาการ์ตาดั้งเดิมต้องไปที่ย่านบาตาเวีย (Batavia) ย่านนี้เป็นย่านเมืองเก่า มีทรงอาคารโบราณ บ้านเก่า และเต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ซึ่งชื่อ บาตาเวีย เคยใช้เป็นชื่อเมืองหลวงแทนจาการ์ตาสมัยที่ฮอลแลนด์ยึดครองประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจกรรมของคนย่านนี้คือการขี่จักรยานเล่น ไม่สิ...ขี่จักรยานสามล้อ เพราะจักรยานรุ่นนิยมคือจักรยานสามล้อ คนขี่สองคน ขี่ไปก็หัวเราะไป เพราะคนขี่ทำท่าจะล้มจากเท้าที่ไม่สามัคคี นอกจากคนขี่ที่มีมากแล้ว คนให้เช่าจักรยานนั้นมีมากกว่า วัดจากแถวจักรยานให้เช่าที่เรียงรายเป็นทางยาว หรืออาจจะนับจำนวน “หมวก” ที่เป็นของแถมให้ยืมใช้ระหว่างการเช่า
พิพิธภัณฑ์ในย่านนี้มีพิพิธภัณฑ์หุ่นเชิด หรือ Wayang Museum เสียค่าเข้าชมเพียง 2,000 รูปี หรือประมาณ 6 บาทไทย ด้านในมีหุ่นเชิดทั้งหุ่นหนังและหุ่นกระบอก จากคำอธิบายของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เรื่องวิธีการทำหุ่นเชิด ได้ความรู้ว่า หนังที่ใช้ทำเป็นหนังควาย โดยจะใช้หนังบริเวณสันหลัง ซึ่งหนังผืนหนึ่งสามารถทำได้ 3 ตัว แต่ละตัวใช้เวลาทำประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะต้องฉลุหนังให้เป็นรูเพื่อให้แสงรอดผ่าน ถ้ารูไหนเสียต้องทิ้งและทำใหม่ทั้งหมด การลงสีก็ต้องลงวันละสี และต้องทำทั้งสองด้านของหุ่นด้วย ส่วนด้านจับและแกนบังคับทำจากเขาควายที่นำไปลนไฟให้งอได้รูป
ฟังวิธีการทำหุ่นเชิดอินโดฯ แล้ว ไม่ต่างจากการทำหนังตะลุงที่ภาคใต้ของไทย วิธีการเล่นก็เล่นกับแสงและเงาไม่ต่างกันด้วย จะต่างกันที่ตัวละครที่อ้างอิงมาจากนิทานพื้นบ้านอินโดฯ และวรรณกรรมรามเกียรติ์
พิพิธภัณฑ์อีกแห่งเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประเทศอินโดนีเซียที่ฉันไม่มีโอกาสเข้าไปชม แต่มีโอกาสเรียนประวัติศาสตร์จากปากคนอินโดฯ
เขาชื่ออีวาน หรือ Irwan ทำหน้าที่เป็นไกด์ในจาการ์ตา วิชาประวัติศาสตร์คาบนี้ให้ความรู้ว่า ประเทศอินโดนีเซียเคยถูกปกครองโดยสุลต่าน ซึ่งในแต่ละหัวเมืองก็จะมีสุลต่านปกครองแยกกัน แต่แล้วในปี ค.ศ.1830 ฮอลันดารุกเข้ามาในอินโดนีเซียหวังที่จะยึดครองประเทศ แต่แทนที่สุลต่านจะช่วยกันขับไล่ชาวดัตช์ กลับสนับสนุนให้ชาวดัตช์เข้ามาทำการค้า เพราะชาวดัตช์ให้ข้อเสนอว่าหากสุลต่านยกดินแดนให้ เขาจะยกเงินยูโรเป็นค่าตอบแทน ด้วยความที่สุลต่านแต่ละเมืองเห็นเงินสำคัญกว่าราษฎร ประชาชนจึงถูกขับไล่ไปอยู่บนเขา และยกที่ดินให้ดัตช์ทำการค้าแทน
ยกเว้นสุลต่านฮาเมงกูบูโวโน ที่ 9 ที่มิได้สนับสนุนชาวดัตช์ แต่สนับสนุนให้ชาวบ้านลุกฮือขึ้นต่อต้านการรุกรานครั้งนี้ ผู้นำประชาชนในการต่อต้านคือ ซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอินโดนีเซีย ซูการ์โนเด็ดขาดและถือว่าเหี้ยมนัก เขารวบรวมพลไปยังเมืองต่างๆ เพื่อปลิดชีวิตสุลต่านจนสิ้น เหลือไว้เพียงสุลต่านฮาเมงกูบูโวโน ที่ 9 ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง อินโดนีเซียประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และประชาชนได้เลือกตั้งให้ซูการ์โนเป็นประธานาธิบดี ส่วนบทบาทของสุลต่านลดความสำคัญลง เขาต้องอยู่ใต้กฎหมายและทำหน้าที่ในรัฐสภา ในปัจจุบันอินโดนีเซียยังมีทายาทของสุลต่านอยู่ นั่นคือสุลต่านฮาเมงกูโบโวโน ที่ 10 แห่งอาณาจักรยอกยาการ์ตา หรืออีกบทบาทหนึ่งคือผู้ว่าราชการจังหวัดยอกยาการ์ตา
เมื่อถามอีวานว่ายังแค้นเคืองชาวดัตช์อยู่หรือไม่ เขาตอบ “พวกเราไม่เกลียดดัตช์ แต่พวกเราเกลียดสุลต่านของเราเอง”
ประวัติศาสตร์ฉบับนี้ลึกซึ้งถึงขั้นความรู้สึก แต่ไม่แน่ว่าอาจมีการบิดเบือนไปตามความรู้สึกเช่นกัน จึงน่าฟังไว้เป็นไอเดียว่าคนชวารู้สึกอย่างไรกับผู้ปกครองของตนอย่างไร
ยอกยาการ์ตา : โลกกะธรรม
“ยอกยาการ์ตา” เป็นเมืองที่มีความเจริญเป็นอันดับ 2 รองจากจาการ์ตา ภายในเมืองมีห้างสรรพสินค้า มีป้ายโฆษณา แต่มีจอแอลซีดีไม่มากเท่า ที่เมืองนี้เป็นเมืองที่พำนักของสุลต่านฮาเมงกูโบโวโน ที่ 10 และมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เคยเป็นของสุลต่านมาก่อน
ยกตัวอย่างพระราชวังสุลต่าน (Sultan Palace) ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของสุลต่านองค์ก่อนๆ ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชม แต่ยังไม่เหมาะสมสำหรับชาวต่างชาติ เพราะคำอธิบายของแต่ละชิ้นไม่มีภาษาอังกฤษ หรือไกด์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็มีไม่พอให้บริการ
อีกหนึ่งแห่งคือ Water Palace ที่นี่มีความน่าสนใจตรงความอีโรติกและโรแมนติก ภายในวังจะมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่สองสระและสระเล็กอีกหนึ่งสระด้านใน ในสมัยโบราณเหล่าสาวงามจะลงไปอาบน้ำโดยที่สุลต่านจะนั่งมองอยู่ด้านบน เมื่อสุลต่านสนใจสาวนางใดจะพาไปอาบน้ำด้วยกันในสระเล็ก และด้านในตัวตึกยังเคยใช้เป็นห้องเซานาและห้องสปา เพื่อปรนนิบัติหญิงสาวที่หมายปอง
แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มายอกยาการ์ตาไม่ได้มาเพื่อดูโบราณสถานทางโลกของสุลต่าน แต่พวกเขามาเพื่อชมความงามของโบราณสถานทางธรรม
“บุโรพุทโธ” คืออันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องมา สถานที่นี้เป็นวัดในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งข้อมูลในวิกิพีเดียบอกว่า ถ้าไม่นับนครวัดของกัมพูชา ซึ่งเป็นทั้งศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ฮินดู และศาสนาพุทธ บุโรพุทโธจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บุโรพุทโธสร้างด้วยหินภูเขาไฟประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นรูปทรงพีระมิด โดยในปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวสามารถชมบุโรพุทโธได้ทุกชั้นและรอบด้าน แต่ละชั้นจะมีเรื่องราวทางพุทธศาสนาบอกเล่าอยู่บนกำแพง ชั้นบนสุดจะเป็นที่ตั้งของมหาสถูปบุโรพุทโธและมีพระสถูปขนาดย่อมรอบฐาน ภายในสถูปจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานภายใน ซึ่งจะมีพระสถูปหนึ่งที่คนเชื่อกันว่าถ้าเอื้อมแขนเข้าไปแล้วแตะถูกเท้าของพระพุทธรูปจะโชคดี พระสถูปนี้หาไม่ยากเพราะจะมีคนพยายามเอื้อมอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับพระสถูปอื่นมิอาจเอื้อม เพราะถ้าใครริอาจยื่นมืออาจจะถึง Security เอื้อมมาหาก่อน
นอกจากจะได้ไหว้พระทางพุทธศาสนาที่ยอกยาการ์ตาแล้ว ที่นี่ยังมีเทวสถานในศาสนาฮินดูให้สักการะที่วัดพรามนันต์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1991 วัดพรามนันต์เป็นที่สถิตของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามของศาสนาฮินดู ได้แก่ พระพรหม (ผู้สร้าง) พระนารายณ์ (ผู้ปกป้องรักษา) และพระอิศวร (ผู้ทำลาย) ภายในวัดจะมีเทวรูปจำลองให้ไหว้และแตะต้องได้
เทพเจ้าทั้งสามองค์คือบทบาทที่ต่างกันของเทพเจ้าองค์เดียว ที่เรียกว่า พระตรีมูรติ เหมือนกับคนที่มีหลายคำเรียก เช่น พี่ น้อง ลุง ป้า บทบาทของทั้งสามเทพเจ้าคือความสมดุลในตัวเอง เพราะเมื่อทำลายถึงเกิดใหม่ เมื่อเกิดแล้วต้องดำรงอยู่ แต่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้ตลอดไป มันต้องถูกทำลายแล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่เช่นเดิม
ยอกยาการ์ตาทำให้เห็นความไม่มั่นคงของสิ่งใด แม้สุลต่านที่เคยมีอำนาจยังต้องเปิดบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์
บาหลี : เมืองเวลาน้อยและประตูปรัชญา
จากเกาะชวามาบาหลีใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็นการเดินทางข้ามเกาะและข้ามเส้นเวลา เพราะที่เกาะบาหลีเวลาเร็วกว่าเกาะชวา 1 ชั่วโมง
แม้ว่าเวลาบาหลีจะเสมือนเป็นอนาคตของคนอีกเกาะ แต่ 1 ปีของชาวบาหลี (เฉพาะคนที่นับถือศาสนาฮินดู) จะมีน้อยกว่าคนอื่นถึง 155 วัน เพราะตามปฏิทินฮินดูในบาหลี 1 ปี เท่ากับ 210 วัน น้อยจากปกติที่เราเคยเรียนมา
นอกจากเรื่องวันเวลา “บ้าน” ของบาหลีก็เป็นเรื่องน่าสนใจ การแยกให้ออกว่าหลังไหนคือบ้าน หลังไหนคือวัดเป็นเรื่องยาก เพราะทั้งบ้านและวัดมีลักษณะที่ดูเผินๆ แล้วใกล้เคียงกัน นั่นคือมีกำแพงหินขนาดใหญ่ล้อมตัวบ้าน มีประตูที่มองดูแล้วไม่ต่างจากประตูวัด มีศาลหรือหิ้งบูชาอยู่ริมกำแพง และมีการตกแต่งด้วยรูปปั้นหรือการแกะสลักหินที่ดูแล้วขลังเหมือนบรรยากาศวัดไม่ผิดเพี้ยน นี่คือเสน่ห์ของบ้านบาหลี ที่ทุกบ้านยังอบอวลไปด้วยพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และที่สำคัญคือการอยู่อาศัยกันแบบครอบครัวขยาย กล่าวคือ ภายในรั้วเดียวกันจะมีบ้าน 3 หลัง แต่ละหลังคือหนึ่งรุ่น ดังนั้นบ้านหนึ่งหลังคือครอบครัวเดียวกัน“สาม”รุ่น และชาวบาหลีมักมีลูกด้วยกัน 4 คน เพราะถ้าพ่อแม่ตาย ลูกๆ ต้องช่วยกันหามโลงศพ 4 ด้าน
สำหรับวัดสาธารณะ หรือPublic Templeในบาหลีมีเพียงไม่กี่วัด แต่หากนับรวมวัดในบ้านที่ทุกบ้านต้องมีอาจรวมกันได้ถึงหลักหมื่น (วัดในบ้านคล้ายศาลพระภูมิบ้านเรา) แต่วัดไม่กี่วัดในบาหลีสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม อย่างวัดTampak Siringที่ชาวฮินดูจะไปอาบและดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือHoly Waterน้ำธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้พิภพ ทุกวันจะเห็นชาวฮินดูต่อแถวเพื่ออาบและดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมงคลและสุขภาพที่แข็งแรง ท่ามกลางฝูงปลาคาร์ปตัวเขื่องที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
และในทุกวัดอยากให้สังเกตประตูวัดที่จะแบ่งเป็นฝั่งซ้ายและขวา เพราะมันคือปรัชญาชีวิตอย่างหนึ่งที่คนฮินดูแอบบอกไว้ ประตูฝั่งซ้ายคือความเลว ประตูฝั่งขวาคือความดี มีความหมายว่า“ทุกสิ่งย่อมมีด้านดีและไม่ดี”
ไกด์ชาวบาหลีได้ยกตัวอย่างภูเขาไฟ ด้านไม่ดีของมันคือเมื่อมันระเบิดมันคร่าชีวิตผู้คนและทำลายบ้านเมืองแบบไม่ปรานี แต่มันยังมีข้อดีเพราะหลังจากมันระเบิดแล้วมันนำพาแร่ธาตุจากใต้ดินขึ้นมาด้วย พูดแล้วไม่เห็นภาพสามารถไปดูได้ที่คินตามานี (Kintamani) ณ ที่แห่งนี้เราจะเห็นปล่องภูเขาไฟอยู่ฝั่งซ้าย ทะเลสาบอยู่ฝั่งขวา ด้านล่างของภูเขาไฟคือแผ่นดินสีดำ แต่ทว่าใจกลางพื้นที่นั้นยังมีพื้นที่สีเขียวของหย่อมหญ้าที่เติบโตได้เพราะแร่ธาตุในดิน และชาวบ้านก็ยังคงใช้ชีวิตใกล้กับภูเขาไฟนั้น และแน่นอนว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากธารลาวาที่เคยฆ่าคนบาหลี
อีกวัดที่ประทับใจคือ วัดปุราอูลันดานูบราตัน (Pura Ulun Danu Bratan)วัดริมทะเลสาบบราตัน ด้านหลังเป็นภูเขาไฟ สร้างขึ้นเพื่อทำพิธีทางศาสนาพุทธและฮินดู รวมทั้งอุทิศแด่เทวีดานู เทพแห่งสายน้ำ มีความสำคัญและสวยงามติด 1 ใน 5 ของเกาะบาหลี ที่นี่สวยเพราะติดทะเลสาบ ล้อมรอบด้วยภูเขา มีส่วนหนึ่งของวัดที่ยื่นลงไปในน้ำ มีสถาปัตยกรรมเป็นแบบฮินดูบาหลีแท้ๆ และที่สำคัญคืออากาศเย็นและลมดี
บาหลีมีคนฮินดูอาศัยมากที่สุด พวกเขาเคร่งครัดในศาสนาและยังคงมีวรรณะ วรรณะที่จะติดตัวไปตลอดชีวิตหากไม่ได้แต่งงานกับคนที่วรรณะสูงกว่า และมันจะอยู่กับตัวไปทุกที่ไม่เว้นในชื่อ
วรรณะในฮินดู ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ชื่อของชาวฮินดูในบาหลีจะไม่มีนามสกุล แต่จะขึ้นต้นด้วยวรรณะ-ลำดับที่ว่าเป็นลูกคนที่เท่าไหร่-ชื่อจริง ยกตัวอย่าง คำว่า ไอ คือ ชายในวรรณะศูทร นี คือ หญิงในวรรณะศูทร วายัน คือ ลูกคนแรก เป็นต้น
เช่นชื่อI Wayan Subagiaบ่งบอกได้ว่า เขาเป็นชายในวรรณะศูทร (ไอ) และเป็นลูกคนแรกของครอบครัว (วายัน) ซึ่งเขาคนนี้มีตัวตนจริง และตอนนี้กำลังทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา ของสายการบินการูดา อินโดนีเซีย กำลังแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าชายคนนี้จะเกิดในครอบครัววรรณะศูทร แต่มันไม่มีสูตรตายตัวว่าเขาจะต้องเป็นกรรมกรอย่างในความหมายเสมอไป
ทำให้คิดถึงปรัชญาในประตู วรรณะมันผูกมัดคน แต่วรรณะก็เป็นแรงผลักดันคน







