
แสวงหาพลังงานทดแทน (บทส่งท้าย)
บทความทั้งสองตอนที่ผ่านมาคงทำให้พอมองเห็นแล้วว่า
โดย...รัฐพร คำหอม
บทความทั้งสองตอนที่ผ่านมาคงทำให้พอมองเห็นแล้วว่า ผู้คนบนโลกอีกส่วนหนึ่งอย่างออสเตรเลีย เขากำลังคิดและทำอะไรอยู่กับเรื่องพลังงาน
ในการเลือกเดินทางไปดูงานของ อารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน และมีผู้บริหารระดับสูงสุดด้านพลังงานของประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นบทสะท้อนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า “ประเทศไทย” ยังต้องแสวงหาพลังงานเพื่อความมั่นคงอยู่ต่อไป
จะว่าไปแล้วการเลือกออสเตรเลียเป็นที่ดูงาน อาจไม่ตรงกับจุดมุ่งหมายนัก เพราะ “เรา” กำลังแสวงหาพลังงาน แต่สำหรับออสเตรเลียแล้ว สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ คือ ทำอย่างไรให้ใช้ประโยชน์พลังงานได้สูงสุด โดยคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มุ่งเน้นเรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะทรัพยากรด้านพลังงานเขายังมีอยู่มาก
หลายๆ ปีที่ผ่านมา ออสเตรเลียทุ่มเทอย่างหนักให้กับการคิดค้น อย่างที่เราได้ไปเยือนสถาบันวิจัย CSIRO (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation) ค่างานก่อสร้างก็ใช้ไปแล้ว 375 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และแต่ละปีรัฐบาลออสเตรเลียยังสนับสนุนเงินงบประมาณสูงถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ เกือบๆ 3,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ที่ให้นักวิจัยที่นี่ได้ทำการค้นคว้า และไม่เพียงแต่ออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาแชร์กัน มีความเป็นอินเตอร์มากทีเดียว ในการจับกลุ่มงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมแสงที่ให้ความเข้มข้นสูงเป็นพันองศาเซลเซียส
ถามว่าแล้วประเทศไทยจะทำโครงการอย่างนี้บ้างจะได้หรือไม่ ทั้งรัฐมนตรีพลังงานและเหล่านักวิชาการที่ร่วมเดินทาง ประเมินตรงกันว่า “ยาก” ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ทรัพยากรที่เรามี ทำได้ไม่ถึง เชื่อหรือไม่ว่า พระอาทิตย์ดวงเดียวกันนี้ แต่คนละลองจิจูด กลับได้พลังงานที่ต่างกัน ด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งของทวีปออสเตรเลียสามารถรับความร้อนแรงจากแสงอาทิตย์โดยตรง แต่กับประเทศไทยนั้น ความร้อนนั้นได้แต่แรงไม่พอ เพราะไหนแสงจะผ่านชั้นบรรยากาศ ก้อนเมฆ จึงไม่มีเสถียรภาพพอ ลงทุนไปก็ได้ไม่คุ้ม ลำพังแค่พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ที่เริ่มๆ นำมาใช้กัน ก็ได้แค่ในครัวเรือน วันไหนฝนตกแดดไม่ออกก็คือ...จบกัน
หนทางที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด ซึ่งก็อยู่ในความคิดของ รมว.พลังงาน ก็คือ การส่งเสริมให้ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับน้ำมันที่คาดว่ายังมีให้ใช้กันได้อีกประมาณ 100 ปี แต่ถ้าเป็นถ่านหินคือยังมีใช้กันไปอีก 200 ปี ยิ่งเมื่อเทียบราคา ถ่านหินก็เป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับน้ำมันหรือก๊าซ อย่างที่บอกประเทศไทยเราพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ถึง 70-80% ในขณะที่ในออสเตรเลียพลังงานหลักของเขาคือถ่านหินถึง 80% แล้วเมื่อรวมกับเทคโนโลยีที่เขาเร่งพัฒนากันอยู่นี่อีก ที่เคลมว่าจะทำให้ได้ถ่านหินที่มีประสิทธิภาพเพิ่มจากเดิม 25% เลยไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจหากไทยจะสนับสนุนการใช้ถ่านหินขึ้นมา
สิ่งที่กระทรวงพลังงานและรัฐบาลไทยต้องพยายามมากขึ้น หากเลือกการใช้ถ่านหินมาเป็นพลังงานเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าอย่างที่ อารักษ์ ชลธาร์นนท์ ตั้งเป้าไว้ในเบื้องต้น คือ จากเดิมใช้แค่ 10-20% ให้เพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 30% ก็คงต้องให้ความรู้และพูดความจริงกับประชาชนโดยไม่มีปิดบัง เพราะต้องยอมรับว่า ฝันร้ายจากเหมืองถ่านหินในอดีตเป็นสิ่งที่ยากจะทำให้คนไทยเปลี่ยนความคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก แล้วถ่านหินในประเทศไทยนั้นก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีคุณภาพเท่ากับในออสเตรเลีย อย่างไรก็ต้องอาศัยการนำเข้า
การบริหารจัดการเหล่านี้ ยังเป็นเรื่องหนักหนาที่ต้องดำเนินการ ท่ามกลางความเปราะบางด้านพลังงานของบ้านเรา







