
กฎเกณฑ์กรรมสาธุชนควรศึกษา (ตอน ๓)
ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป!!ซึ่งมิใช่แสดงออกเพียงแค่คำกล่าว แต่ได้มีรูปธรรมเกิดขึ้น เมื่อสังคมเริ่มยอมรับว่า การโกงกินหรือคอร์รัปชันในระบบนั้นไม่ผิด!!
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ทำดีได้ดีมีที่ไหน
ทำชั่วได้ดีมีถมไป!!
ซึ่งมิใช่แสดงออกเพียงแค่คำกล่าว แต่ได้มีรูปธรรมเกิดขึ้น เมื่อสังคมเริ่มยอมรับว่า การโกงกินหรือคอร์รัปชันในระบบนั้นไม่ผิด!! จึงควรอย่างยิ่งที่สาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาพึงควรกลับมาศึกษาในเรื่อง กฎเกณฑ์กรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากบรรดาพระธรรมเทศนาที่ทรงสั่งสอนไม่พ้นไปจากหลักกรรม ดังพระพุทธภาษิตที่กล่าวไว้เป็นหลักการใหญ่ในพระพุทธศาสนาว่า
การไม่ทำบาป (ความชั่ว) ทั้งปวง สพฺพปาปสฺส อกรณํ
การทำกุศล (ความดี) ให้ถึงพร้อม กุสลสฺสูปสมฺปทา
การทำจิตให้บริสุทธิ์ สจิตฺตปริโยทปนํ
นี่คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ซึ่งสามารถสรุปจากพระพุทธภาษิตดังกล่าวได้ว่า ให้ละกรรมเลว ให้ประกอบกรรมดี และให้ชำระจิตให้ผ่องใส
หลักกรรมที่แสดงในรูปกฎเกณฑ์กรรม หมายถึง การกระทำอันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และมีผลตามกฎเกณฑ์แห่งการกระทำนั้นๆ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า “กรรมนิยาม” อันเป็นนิยามเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งแสดงถึงกระบวนการต่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ ที่เป็นไปตามเจตจำนงของผู้กระทำและควบคุมผู้กระทำให้ได้รับผลตามเจตจำนงนั้น... ด้วย “กรรมนิยาม” ซึ่งแสดงออกอย่างยุติธรรมในฐานะกฎธรรมชาติที่ไม่ได้ข้องแวะกับความเป็นตัวตน บุคคล เราเขาใดๆ เลย แสดงความจริงเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่แสดงอยู่ในรูปกฎอิทัปปัจจยตา นี่คือหลักกรรมอันเป็นหลักแห่งพุทธปรีชาอันยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศตนเป็นกรรมวาที ทรงยืนยันว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก กมฺมุนา วตฺตตี ปชา” แปลความว่า โลกเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม และจำแนกจำเพาะลงไปว่า ... กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ กันคือ ให้ทรามและประณีต (กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย)
เราจึงเห็นการแสดงเรื่องของกรรมในพระพุทธศาสนาไว้อย่างละเอียด ทั้งในระดับศีลธรรม ซึ่งมุ่งให้สังคมมีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน และในระดับสัจธรรมที่เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ ไม่ข้องแวะกับโลก ไม่เนื่องด้วยตัวตน ดังพระพุทธภาษิตในเรื่องดังกล่าวที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เราจะแสดงกรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับกรรม และทางดับกรรม...”
จากพระพุทธพจน์ในบทดังกล่าวปรากฏอยู่ในสฬายตนวรรค สังยุตตนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ ที่แสดงไว้อย่างชัดแจ้งว่า
กรรมเก่าคืออะไร? จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน นี้ ชื่อว่า กรรมเก่า ซึ่งถูกปรุงแต่งขึ้นเกิดจากเจตจำนงเป็นที่เสวยเวทนา
อะไรชื่อว่ากรรมใหม่? การกระทำที่เรากระทำอยู่ในบัดนี้ชื่อว่า กรรมใหม่ (กระทำด้วยกาย วาจา ใจ ในบัดนี้)
อะไรคือความดับกรรม? บุคคลสัมผัสวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม นั้นชื่อว่า ความดับแห่งกรรม
อะไรคือทางดับกรรม? มรรคมีองค์ธรรม ๘ ประการ
ซึ่งประเด็นสำคัญของการดับกรรมในพระพุทธศาสนานี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ประกาศให้เห็นความจริงขั้นสูงสุดของการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาว่า สามารถดับทุกข์ได้หรือดับกรรมได้ อย่างมีแบบแผน หลักเกณฑ์ที่เป็นไปตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา หมายถึง ใช้ปัญญาล้วนๆ ในการดับกรรม
หลักดับกรรมในพระพุทธศาสนานั้น คงจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับการแก้กรรมที่หลายๆ คนพูดกัน เพราะการดับกรรมในพระพุทธศาสนานั้นจะต้องปฏิบัติด้วยการเจริญวิปัสสนาญาณหรือการเจริญสติปัฏฐานสี่ อันเป็นไปตามอุบายวิธี พึ่งตน พึ่งธรรม ในพระพุทธศาสนา
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







