
ก้าวย่างสู่เลข 4 อย่างมีคุณภาพด้วย Integrative Medicine ตอน เบาหวาน (รักษาหายไหม?)
โรคเบาหวานทุกคนรู้จักดีว่าคือ “ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ”
โดย พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์
โรคเบาหวานทุกคนรู้จักดีว่าคือ “ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ” สมัยก่อนใครที่มีน้ำตาลในเลือดเกิน 100 มก./100 ซีซี แพทย์ก็จะบอกว่าเป็นเบาหวาน แต่ต่อมาด้วยเหตุใดผมไม่ทราบ ค่าน้ำตาลในเลือดถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 110 มก./100 ซีซี ผมสันนิษฐานว่า “น่าจะเกิดจากการที่เราพบผู้คนที่มีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 100 มก./100 ซีซี มากเสียจนไม่สามารถจัดให้เป็นผู้ป่วยได้ หรืออาจเป็นเพราะผู้ที่มีน้ำตาลต่ำกว่า 110 มก./100 ซีซี แสดงอาการของโรคแทรกซ้อนไม่มาก แพทย์ทั้งหลายก็เลยไม่อยากรักษาเพราะมิฉะนั้นงานจะล้นมือ”
ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานหลายร้อยล้านคน ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 7 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพฯ สถิติเมื่อปี 2552 คนกรุงเทพฯ ป่วยเป็นเบาหวานมากกว่า 5 แสนคน นี่คือผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 110 มก./100 ซีซี หากคิดว่าผู้ที่มีน้ำตาลมากกว่า 100 มก./100 ซีซี เป็นเบาหวานด้วย คนไทยอาจจะเป็นเบาหวานสูงถึงเกือบ 20 ล้านคน นี่คือโรคที่เป็นปัญหาต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง
ปัญหาของโรคเบาหวานเกิดเนื่องจากภาวะการอักเสบของหลอดเลือดแดงในอวัยวะต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะเสื่อมลง ผู้ป่วยจึงมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะไตเสื่อม ไตวาย ภาวะปลายประสาทอักเสบ โรคแทรกซ้อนต่างๆ ทางสายตา โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคแผลเรื้อรังและแผลแกงกรีน
การรักษาเบาหวานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแพทย์ก็มักจะแนะนำให้คุมอาหารและใช้ยาลดน้ำตาลหรือใช้อินซูลิน (ในกรณีที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1) หากเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะใดๆ ผู้ป่วยก็จะถูกส่งไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอวัยวะนั้นๆ เพื่อรักษาต่อไป ดังนั้นการรักษาเบาหวานที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็คือ การตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ผู้ป่วย โดยที่ต้นตอของโรคไม่เคยถูกแตะต้อง ผู้ป่วยเบาหวานเกือบร้อยละ 100 จึงเหมือนกับผู้ที่รอเวลาที่จะเป็นโรคแทรกซ้อน รอเวลาที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า ตัดแขน ตัดขา หรือควักลูกตาทิ้ง บางรายก็นั่งรอเวลาที่จะเปลี่ยนไตหรือฟอกไต หากจะถามว่า ถ้าเราต้องการรักษาเบาหวานอย่างจริงจังเพื่อให้หายขาดหรืออย่างน้อยไม่ต้องพึ่งยา ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มก./100 ซีซี ปราศจากโรคแทรกซ้อนนั้นจะทำได้หรือไม่ คำถามนี้คงจะมีแพทย์หลายท่านตอบว่า “ทำได้ แต่คงยาก” แต่คงจะมีแพทย์อีกหลายท่านตอบว่า “ทำไม่ได้” ด้วยซ้ำ
เรารู้กันอยู่แล้วว่าเบาหวานมี 2 ประเภท เบาหวานประเภทที่ 1 คือ ภาวะที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้พอเพียงเนื่องจากมีเซลล์ไม่พอหรือมีเซลล์แต่เซลล์ไม่ทำงานเนื่องจากถูกทำลายจากภูมิต้านทานของตัวเราเอง
เบาหวานประเภทที่ 2 ตับอ่อนยังทำงานดี แต่เซลล์อื่นๆ ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้เท่าที่ควร เบาหวานประเภทที่ 1 นั้นสาเหตุมาจากระบบภูมิต้านทาน ส่วนเบาหวานประเภทที่ 2 ยังไม่แน่ชัดว่ามีสาเหตุจากอะไร บ้างก็เชื่อว่ามีสาเหตุจากภูมิต้านทานเช่นเดียวกัน ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานทั้งสองแบบจึงแตกต่างกันในแง่ของสาเหตุในการเกิดโรค นายแพทย์อาร์เล็กซิส คาร์เรล ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ช่วงทศวรรษที่ 1930 พูดมา 80 ปีแล้วว่า “อินซูลินไม่สามารถรักษาโรคเบาหวาน แต่การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดสามารถ” คำพูดนี้ยังเป็นความจริงจนปัจจุบัน
การรักษาเบาหวานประเภทที่ 1 วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดคือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ส่วนเบาหวานประเภทที่ 2 เราพบว่า ตัวจับอินซูลินบนผนังเซลล์ทั่วๆ ไปมีจำนวนลดลง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาก็คือ ฟื้นฟูเซลล์ทุกเซลล์ให้มีตัวจับอินซูลินให้มากขึ้น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดก็เป็นคำตอบเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยเบาหวานทั้งสองประเภทก็คือ การลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลเพื่อลดภาระของตับอ่อน การออกกำลังกายและการพักผ่อน รวมทั้งการใช้อาหารเสริมที่สามารถกระตุ้นภูมิต้านทานก็เป็นการรักษาเบาหวานที่ได้ผล หากเราสามารถจัดสภาพแวดล้อมรวมทั้งอาหารที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วยเบาหวาน การรักษาจะได้ผลดียิ่งขึ้น ผมเคยจัดโครงการรักษาเบาหวานให้ผู้ป่วยตามแนวธรรมชาติบำบัด โดยจัดสภาพแวดล้อม จัดอาหารที่ลดการกระตุ้นอินซูลิน ขณะเดียวกันให้ผู้ป่วยบริโภควันละ 6 มื้อเพื่อลดอาการหิว ให้ออกกำลังกายวันละ 2 รอบ นอนหลับพักผ่อนวันละ 78 ชั่วโมง ให้อาหารเสริมที่มีวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน ภายในเวลา 2 สัปดาห์ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการแทรกซ้อนทางสายตาดีขึ้นเกือบทุกคน ความดันโลหิตลดลง และความแข็งแรงของร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยไม่ต้องพึ่งยาลดน้ำตาลอีก ส่วนผู้ป่วยที่ใช้อินซูลินสามารถลดปริมาณการใช้อินซูลินลงได้ในปริมาณที่น่าพอใจ ข้อสำคัญคือ ผู้ป่วยมีความเข้าใจในโรคของเขามากขึ้น หากมีการใช้การบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิดเชื่อว่าผลจะดีเป็นทวีคูณ
กล่าวโดยสรุป เบาหวานน่าจะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อัตราการเกิดโรคน่าจะลดลงหากมีการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจต้นเหตุของโรค และเข้าใจแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง หากเราสามารถลดอัตราการเกิดผู้ป่วยเบาหวานได้ เราก็สามารถลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้เช่นกัน และเมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วการใช้ยาหรืออินซูลินเท่านั้นไม่ใช่คำตอบ เราน่าจะเปิดรับการรักษาแนวใหม่ๆ ที่น่าจะได้ผลกว่าการรักษาแบบเดิม
พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์ เริ่มศึกษาและดูแลผู้ป่วยด้วยวิธีการแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัดมามากกว่า 10 ปี ปัจจุบันเป็นแพทย์ที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการไฮโดรเฮลท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนและสูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูเสื่อมของร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด กรรมการสมาคมคีเลชั่นแห่งประเทศไทย
รายละเอียดเพิ่มเติม www.hydrohealth.co.th หรือ โทร. 02-250-7800







