
สุตราภรณ์ ตันตินีรนาถ เตรียมพร้อมการสอนรับมือประชาคมอาเซียน
“อาจารย์ขวัญ” สุตราภรณ์ ตันตินีรนาถ อาจารย์สาวคนสวยแห่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
โดย...อณุศรา ทองอุไร
“อาจารย์ขวัญ” สุตราภรณ์ ตันตินีรนาถ อาจารย์สาวคนสวยแห่งสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และกำลังจะได้รับทุนไปศึกษาต่อด้านปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษปลายปีนี้ ก่อนหน้านี้ อาจารย์ขวัญเคยทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่เสียดายที่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาก็เลยเบนเข็มมาเป็นอาจารย์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อได้มาสอนไปสัก 2-3 ปี จึงค้นพบว่าชอบอาชีพการเป็นครู ชอบสอนหนังสือ ก็เลยตั้งเป้าว่าคงยึดเส้นทางการทำงานสายนี้ตลอดไป จึงหาทุนไปเรียนต่อเพื่อมาเป็นอาจารย์อย่างชัดเจนในวิชาชีพนี้มากยิ่งขึ้น ตอนนี้ก็สอนหนังสือมาได้ 6 ปีแล้ว และคงเป็นอาจารย์สอนหนังสือตลอดไป
เนื่องจากเป็นคนชอบเรียนหนังสือและมักจะหาทุนจากที่นั่นที่นี่อยู่เสมอ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเธอก็เคยได้ทุนฟลูไบร์ทไปศึกษาต่อที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา มา 1 ปี และยังทำงานพิเศษด้วยการไปสอนภาษาไทยให้กับนักศึกษาชาวอเมริกัน เพราะนักศึกษาที่นั่นจะต้องเลือกเรียนภาษาต่างชาติอย่างน้อย 1 ภาษา ส่วนใหญ่เขาจะชอบภาษาไทย เรียกว่ามีผลการเรียนในระดับเกียรตินิยมมาโดยตลอดทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท
เธอว่าในฐานะครูสำหรับเธอนั้น นอกเหนือจากการสอนแล้ว สิ่งที่พยายามจะส่งเสริมนักศึกษาให้มีการเปิดโลกทัศน์ให้มากขึ้น ให้มีความรู้รอบตัวมากขึ้น หากเรียนเฉพาะในตำราอย่างเดียวก็เหมือนเรียนจากอดีต แต่ถ้าเรียนจากโลกรอบตัว เรียนจากเพื่อน (ซึ่งที่แม่ฟ้าหลวงมีนักศึกษาต่างชาติมาเรียนกันเยอะ) คือการได้เรียนรู้อนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2016 ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คุณภาพการเรียนการสอนของเด็กไทยมีความพร้อมเพียงใดที่เราจะไปสู้กับสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม
“ในฐานะครูก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเด็กไทยเราจะสู้สิงคโปร์ มาเลเซีย เขาไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องภาษา ความพร้อมเรื่องระเบียบวินัย การตระหนักรู้ การมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม ความรับผิดชอบ ซึ่งเด็กสองประเทศนี้เขามีสูงมาก เด็กไทยตอนนี้ภาพรวมไม่มีระเบียบวินัย รักความสบายจนขาดความกระตือรือร้น ส่วนเวียดนามก็เป็นประเทศที่ดูอนาคตจะสดใสกว่าไทยเยอะ พิจารณาหลายด้านแล้วเด็กไทยเราเสียเปรียบ สู้เขาไม่ได้หลายอย่างเลย ในฐานะครูก็พยายามจะช่วยส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น” เธอกล่าวด้วยความห่วงใย
สุตราภรณ์ กล่าวว่า ในหลักสูตรการสอนของเธอนั้นนอกจากวิชาการที่ต้องสอนแล้ว เธอก็จะพยายามใส่เรื่องรอบตัวเข้าไปมากๆ เน้นการสอนที่สร้างแรงจูงใจให้เขาอยากเรียนรู้มากขึ้น ให้เด็กๆ รู้จักแสวงหาโอกาส คือค่อนข้างจะเข้มงวดในคุณภาพวิชาการให้มากขึ้น เวลาสอนจะค่อนข้างเป็นทางการและดุ ไม่ค่อยใจดีเท่าไหร่ จะเป๊ะๆ มาก เพราะเกรงว่าใจดีเกินไปเด็กจะเหลิงง่าย คิดว่าอาจารย์ใจดีแล้วทุกอย่างจะหยวนๆ ไปหมด ระเบียบวินัย การตรงเวลาในการส่งงานก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
“ในฐานะที่เป็นครูก็อยากจะช่วยผลักดัน เรามีเวลาอีก 3 ปีกว่า แต่ดูเด็กไทยยังไม่ค่อยมีความพร้อม เรื่องภาษาเนี่ยก็อ่อนกว่าเขา ทั้งยังเรื่องวินัยกับจิตอาสา เป็นห่วงมาก เพราะเด็กไทยรักสบายและขาดความกระตือรือร้นเกินไป 3 ปี อย่าคิดว่านาน เผลอแป๊บเดียวเอง ยิ่งช้าก็ยิ่งเสียเปรียบ อะไรช่วยได้ก็อยากจะช่วยให้ดีขึ้นมาก แม้เป็นจุดเล็กๆ ก็ตาม”







