
พลังงานทดแทนจากข้าว
จันจิ
ปีนี้นอกจากอากาศร้อนจะมาเร็วแล้ว ความแล้งก็มาเร็วไม่แพ้กัน เป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนขึ้นทุกปี ส่งผลให้หลายธุรกิจในประเทศไทยทยอยปรับตัวกันให้เร็วตาม
หนึ่งในแนวทางการปรับตัว โดยมากภาคธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานทดแทน เช่นเดียวกับ โครงการศูนย์สาธิตและพัฒนาพลังงานทดแทนจากข้าวครบวงจร ที่ อ.คลองหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยมูลนิธิชัยพัฒนา ลงมือก่อสร้างมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2552 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งมูลนิธิได้มอบหมายให้ บริษัท เกรท อะโกร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างทั้งหมด
โครงการของมูลนิธิฯ เล็งสร้างประโยชน์ให้แก่ชาวนาในด้านการผลิตและการทำตลาดข้าว ตลอดจนช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และนำพลังงานจากชีวมวลที่ได้จากแกลบของโรงสีข้าวมาใช้ แทนการใช้พลังงานจากภายนอก
ขณะเดียวกันก็สามารถผลิตพลังงานทดแทนที่ได้จากแกลบมาใช้ในโครงการได้อีกทอดหนึ่ง รวมถึงการนำพลังงานไฟฟ้าที่ได้ไปจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสามารถนำขี้เถ้าที่ได้จากแกลบไปใช้ทำปุ๋ยแก่พืชได้อีกทางหนึ่ง
มนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการศูนย์สาธิตและพัฒนาพลังงานทดแทนจากข้าวครบวงจร ประกอบด้วย โรงสีข้าว CPR 1000 เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก เครื่องผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล และเครื่องหีบน้ำมันรำ
มูลนิธิเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นผู้ถวายโรงสีข้าว กระทรวงพลังงานเป็นผู้ถวายเครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก เครื่องผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล และเครื่องหีบน้ำมันรำ
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงสร้างอาคาร เพื่อรองรับเครื่องจักรต่างๆ ถือว่าเป็นโรงงานที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะพิเศษ มีความแข็งแรง โดยวิศวกรของ บริษัท เกรท อะโกร
“
เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาถวายงาน ช่วยเหลือชาวนาและประเทศชาติ เพราะพลังงานใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือฟอสซิล กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า แต่พลังงานบนดินที่ได้จากพืช เช่น ข้าว เราสามารถนำไปต่อยอดผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพ นำมาทำพลังงาน หรือแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ต้องการได้ ผสานกับการที่เรามีนวัตกรรมใหม่ที่ดีทางด้านวิศวกรรม สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากท้องนา เช่น แกลบ ฟาง และตอซังข้าว มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ทุกๆ ส่วน” มนตรี กล่าวหากโครงการแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับข้าวเปลือกในบริเวณพื้นที่ อ.ลาดบัวหลวง และในเขตอำเภอใกล้เคียง เข้าสู่โรงสีได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่ สามารถสีแปรรูปข้าวได้วันละ 24 ตัน ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 200 กิโลวัตต์ชั่วโมง รำข้าวนำไปสกัดเป็นน้ำมันรำ กากรำนำไปจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ และขี้เถ้าสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน







