posttoday
ดูละครให้เป็น

ดูละครให้เป็น

10 มิถุนายน 2555

ต่อไปนี้พากันตั้งใจฟังธรรมเทศนา วันนี้จะเทศน์ถึงเรื่อง “ละคร” ให้ฟัง สนุกใหญ่นะเรื่องละคร ที่เรียกว่า “ละคร”

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

ต่อไปนี้พากันตั้งใจฟังธรรมเทศนา วันนี้จะเทศน์ถึงเรื่อง “ละคร” ให้ฟัง สนุกใหญ่นะเรื่องละคร ที่เรียกว่า “ละคร” นั้นหมายถึง เรื่องสนุก ที่เราทุกคนอยากจะเห็น อยากดู ดูเฉยๆ ยังไม่แล้วพอ ยังจะจ้างดูซ้ำ เสียเงินเสียทองเสียอีก มันถึงขนาดนั้น คนอยากจะดูมาก เราพิจารณาดูชีวิตของคนเราเกิดขึ้นมาอันที่จริงมันเป็นละครดีๆ นี่แหละ ท่านบอกว่า

สพฺเพ สตฺตา มรนฺติจ มรึสุ จ มริสฺสเร

ตเถวาหํ มริสฺสามิ นตฺถิ เม เอตฺถ สํสโย

สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

มรนฺติจ ตายอยู่ด้วย

มรึสุ จ ตายแล้วด้วย

มริสฺสเร จักตายในต่อไปด้วย

ตเถวาหํ มริสฺสามิ ตัวเราจักตายอย่างนั้นเหมือนกัน

นตฺถิ เม เอตฺถสํสโย ความสงสัยในเรื่องตายนี้ ไม่มีแก่เรา

สัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ มนุษย์ทั้งปวงหมดและสัตว์ทั้งปวงหมด เรียกว่า “สัตว์” หมายถึง ผู้ข้องติดอยู่กับโลกอันนี้ มันไม่สามารถที่จะหนีจากโลกนี้ไป มาเล่นละครอยู่ในโลกอันนี้แหละจึงเรียกว่า “สัตว์”

ละครเริ่มเบื้องต้นตั้งแต่มันเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว แก่ เฒ่า มาโดยลำดับ มันเปลี่ยนฉากไปโดยลำดับ จากเด็กกลายมาเป็นหนุ่มเป็นสาว กลายมาเป็นคนแก่ มาเป็นคนเฒ่า คนเฒ่ากับคนแก่ต่างกันนะ คนเฒ่าเป็นอย่างหนึ่ง คนแก่เป็นอีกอย่างหนึ่ง “แก่” นั้นคือ แก่มาเป็นลำดับตั้งแต่เบื้องต้น แก่เป็นเด็ก แก่เป็นหนุ่มเป็นสาวมาเรื่อย จนมาเป็นคนแก่นี่ ภาษาทางอีสาน “แก่” หมายถึง ลากไป คือมันลากมันถูไป ชีวิตมาลากถูคนเราให้แก่โดยลำดับครั้น “เฒ่า” นี่มันหง่อม ไปไหนไม่ได้แล้ว มันหมดหนทางแล้วอันนี้เรียกว่า เฒ่า

ดูละครให้เป็น

ที่มันเปลี่ยนฉากมาโดยลำดับๆ เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว มาถึงเวลานี้ มาถึงท่ามกลาง คือ พวกเราทั้งหลายที่อยู่นี่ แล้วก็มันก็เลยมาถึงแก่ และเลยแก่มาเป็นคนชรา คนเฒ่า แล้วก็เฒ่าหง่อมลงไปอีก พวกเล่นละครทั้งหลายนั้นไม่ได้ดูหรอก ไม่เห็นหรอก แต่ผู้ที่ไม่ได้เล่นละครนั่นซี เห็นมาโดยลำดับ คนไหนเล่นละครแล้วไม่เห็น มัวเมาสนุกสนานอยู่อย่างนั้นร่ำไป

ความเมานั้นมันหลายอย่าง ที่เล่นละครนั้นเมาหลายอย่างตามวัย ในขณะที่เป็นเด็กก็เล่นสนุกสนานเฮฮาไปตามเรื่องตามราวตามภาษาของเด็ก ร้อยแปดพันประการเรื่องของเด็กเล่น พอเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็เพลิดเพลินมัวเมา หลงรักหลงชอบหลงสวยหลงงาม ตบแต่งร่างกายสารพัดทุกสิ่งทุกส่วน เครื่องนุ่งห่ม ตัวของเราก็ตบแต่งร่างกาย ร้อยแปดพันประการที่หาเครื่องมาใส่ ยิ่งสมัยใหม่เขายังลอกหนังซ้ำอีกนั่นแหละ มันสนุกสนานไปถึงขนาดนั้น ลอกหนังก็ทนเอาทนเจ็บ ทนปวดเอาคือ อยากสวยอยากงาม อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวนี่เอง

ในการที่คนเมานั้นมันหลายอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างของเรื่องเมาคิดเอาเองเถิด ใครๆ ก็ถูกมาแล้ว เป็นมาแล้ว ทุกคนนั่นแหละเรื่องเมา แต่ไม่ได้เห็นตัวของเรา จนแก่ก็ไม่เห็น จนเฒ่าก็ไม่เห็น ผู้มีปัญญารู้เรื่องความเป็นอยู่แล้ว เห็นเป็นของน่าขบขัน น่าหัวเราะ เป็นของน่าพิสดารมาก ในคนกำลังเล่นละคร

ครั้นแก่มาแล้วก็เล่นลูก เล่นหลาน เล่นเหลน หัวเราะเยาะเย้ยสารพัดทุกอย่าง กับลูกกับหลานนั่นแหละ ด้วยประการต่างๆ แล้วแต่มันจะทำ มันจะทำให้หัวเราะ มันจะทำให้สนุกเพลิดเพลิน นั่นแหละมันอยู่ได้ด้วยความสนุกเพลิดเพลิน หัดให้มันเล่น หัดให้มันหัวเราะ สนุกสนานไปตามเรื่อง คนเลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน รู้เรื่องหมดแล้วล่ะ เคยมาทุกสิ่งทุกอย่างของพรรค์นี้ จะพูดมากเดี๋ยวก็จะลำบาก อย่าไปพูดมากเลย

ถ้าหากว่าใครเล่นละครเหนื่อยแล้ว จะปิดฉากเสียคนหนึ่งครั้งหนึ่งเงียบหายไป คือ ตาย ปิดหีบปิดโลง ก็เรียกว่าปิดฉากแล้ว ไม่มีการเล่นต่อไปอีก คนมีชีวิตอยู่คราวนี้ก็ยังมีเรื่องอีก กลัวคนที่ปิดฉากไปอีก กลัวคนที่ตายนั่นแหละ กลัวผีคนที่ตายจากไปก็เป็นผีไปอีก กลัวผีจะมาหลอก ไปป่าช้าก็ไม่ได้กลัวคนตาย ออกจากบ้านจากเรือนก็ไม่ได้ แท้ที่จริงคนตายไม่ได้ว่าอะไรกับเราหรอก แต่เรานั้นหลอกเราเอง

นี่เรื่องละครมากมาย ถ้าหากจะให้อธิบาย ก็ต้องอธิบายมากมายทีเดียวเหลือที่จะพรรณา คือ ทุกคนเกิดขึ้นมา ก็มาเล่นอยู่กับของพวกนี้แหละ เกิดขึ้นมาแล้วก็มาเล่น แต่หากตนเองไม่รู้เรื่องเฉยๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็มาเล่น แต่หากตนเองไม่รู้เรื่องเฉยๆ เกิดขึ้นมาได้ชื่อว่ามาสร้างละคร เกิดขึ้นมาได้ชื่อว่ามาบำรุงชีวิตร่างกาย ให้เป็นไปด้วยประการต่างๆ ไม่ใช่มันต่อเนื่องกันมาจากชาติก่อนภพก่อน ไม่ใช่อย่างนั้น เกิดขึ้นมาต้องมาเรียนรู้ใหม่ มาเรียนพูด หัดพูด หัดทำ ทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงจะเรียนหนังสือเฉลียวฉลาดปานใดก็ตามเถิด ตายไปแล้ว เวลามาเกิดใหม่ มันต้องเรียนใหม่ ไม่ใช่เอาหนังสือของเก่ามาอ่านได้อีก

ที่เขาว่าคนเกิดขึ้นมาเหมือนกับว่านอนตื่น แต่นอนตื่นอย่างนี้มันลืมของเก่า ไม่เหมือนกับนอนตื่นธรรมดา ลุกขึ้นมาคนธรรมดามันต้องอ่านหนังสือเก่าได้ อันนี้อ่านไม่ได้ ต้องมาเรียนใหม่ ต้องมาฝึกอบรมชีวิตใหม่ คือมาอบรมเล่นละครใหม่นั่นเอง ตลอดถึงผู้ที่ได้มรรคผลได้ผล เมื่อมาเกิดใหม่ก็ต้องทำเอาของใหม่อีกเหมือนกัน

อย่างเช่นผู้ที่ได้โสดาบัน สกทาคามี เมื่อตายแล้วก็หมดมรรคผลอันนั้นหมดเรื่อง โสดาบัน สกทาคามีนั้นมันไม่ติดตัวไปอีก มันหมดเพียงแค่ตายเท่านั้น เมื่อมาเกิดต้องมาบำรุงใหม่ แต่ว่าคนที่เป็นโสดาบัน สกทาคามี มันมีนิสัยอยู่แล้วเรียนง่ายหน่อย จดจำง่ายหน่อย พอได้ยินธรรมะ ธัมโม อะไรมันก็ซาบซึ้งเข้าไปถึงใจเลย ยิ่งได้ยินอุบายที่ได้เคยรู้เห็นชัดเจนมาแต่ก่อน เมื่อท่านเทศน์สั่งสอนให้ฟัง จะเป็นครูบาอาจารย์หรือจะเป็นเทวดา อินทร์ พรหมอะไรก็ตาม หรือเขาพูดคุยตามธรรมดาๆ ก็ช่าง หากมันตรงกับอุบายที่เคยได้แต่เก่าก่อน พอได้ฟังมันกลับได้สติขึ้นมา เลยได้มรรคผลนิพพานขึ้นมาอีก ไม่ใช่เรียนจากชาตินั้น แล้วมาต่อเอาชาตินี้ ไม่ใช่อย่างนั้นมันต้องมาเรียนใหม่ ต้องมาอบรมใหม่ทั้งหมด

การตาย คือว่า ผู้ตายที่มีสติรักษาจิตควบคุมจิตอยู่ เมื่อใดที่ควบคุมจิตอยู่ จิตนั้นจะผ่องใสสะอาดหมดจด ถ้าหากผู้มีบุญวาสนาบารมี จะตั้งมั่นอยู่ในภูมิของจิตอันนั้น ครั้นตายแล้วเมื่อไปเกิดใหม่ได้ชื่อว่าไปสร้างใหม่ ไปสร้างภูมิอันนั้นใหม่เพราะว่าเวลาไปเกิดใหม่ ภูมิอันนั้นมันหายไปเลย ต้องไปสร้างใหม่ (อย่างที่อธิบายมาแล้ว)

ถ้าหากสติควบคุมจิตอยู่ได้ เห็นโทษทุกข์ในวัฏสงสาร เห็นโทษทุกข์ในกิเลสกาม และวัตถุกาม เห็นโทษทุกข์ในสิ่งทั้งปวงหมด ละ ถอน ทิ้งได้ในขณะที่ดับ ในขณะที่ตาย มันก็หมดจดบริสุทธิ์ตามขั้นตามภูมิของตน ถ้าหากความรู้อันนั้นยังชัดเจนแจ่มแจ้ง

เปรียบเหมือนกันกับเราปั้นดินเหนียว ปั้นเล่นอยู่ในมือของเรานี่ ไม่มีการสะทกสะท้าน ไม่มีการเจ็บปวด รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา นั่นขยำดินเหนียวอยู่ในมือ ขยำไปขยำมา เห็นเป็นของเล่นอยู่อย่างนั้น ก็หมดเรื่องไป

ถ้าหากว่าขยำดินเหนียวนั้นเห็นว่าก้อนดินเหนียวเป็นของตน เห็นดินเหนียวนั้นเป็นตนอยู่ มันก็ยังยึดยังถือ มันก็ยังไม่พ้น ยังติดยังข้องแต่ก็ยังดีอยู่ คือว่าถึงมันยังเกี่ยวข้องแต่มันเกี่ยวข้องไม่มากมายก็ยังดีอยู่

คราวนี้ เวลาไปเกิดสติไม่มีหรอก ตอนเกิดสติหายหมด ปัจจัยต่างๆ ที่นำให้ไปเกิด มีอวิชชา 1 ตัณหา 1 อุปาทาน 1 กรรม 1 4 อย่างนี้นำให้ไปเกิดเองต่างหาก จึงให้มีสติควบคุมจิตอยู่ ไม่ใช่อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรมเป็นตัวควบคุมจิตอยู่

ส่วนกรรม อวิชชา ตัณหา อุปาทานนั้นมันตกแต่งให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ถ้าหากว่าสติไม่มี ปัจจัย 4 อย่างนั้น มันคุมให้ไปเกิดเอง ครั้นถ้ามี สติคุมอยู่ตลอดเวลา สติกำหนดจิตไว้ จึงไม่ไปถึงกับที่เกิด มันก็หมดในเรื่องนั้น เพราะมันไม่ถึงกับไปเกิด เหตุนั้นจึงว่ามันไปเกิดเพราะมันขาดสติ ขาดอุบาย ขาดปัญญา ไปเกิดใหม่แล้วค่อยไปสะสมใหม่อีก

ที่ท่านพูดถึงเรื่องโสดาบัน สกทาคามี ถ้าไปเกิดใหม่ไปเกิดในประเทศอันสมควร ในสถานที่มีพระพุทธศาสนามีอนุศาสนาจารย์สามารถที่จะแนะนำให้บรรลุมรรคผลโดยลำดับได้ ท่านจึงว่า โสดาบันไปเกิดอีก 7 ชาติ ท่านว่าอย่างนั้นสกทาคามีไปเกิดอีก 1 หรือ 2 ชาติเท่านั้นแหละ อนาคามีไม่เกิดแล้ว หมดเรื่องไปเกิดในพรหมโลก หรือเกิดที่ไหนก็ไม่ทราบ อันที่ว่าไปเกิด 7 ชาติ 1 ชาตินั้น หมายความถึงว่า โสดาบันท่านไปเกิดในที่มีนักปราชญ์บัณฑิต ในสถานที่ประเสริฐ ในประเทศอันสมควร จึงจะบำรุงสติปัญญาให้แก่กล้าโดยลำดับ จะถึงมรรคผลนิพพานเร็วเข้า

ดังนั้น จึงว่าเราเกิดขึ้นมาทุกคนมันต้องมาเล่นละครเสียก่อน แต่ถ้าหากว่าผู้เล่นไม่รู้ตัวเอง มันก็ยากอยู่ ถ้าหากเรารู้สึกว่าเราเล่นละครเฉยๆ เราทำทุกสิ่งทุกอย่างรู้สึกอยู่ว่า เล่นยี่เก เล่นละคร มันจะเบื่อเองหรอก อย่างชีวิตประจำวันของเรานี่ วันหนึ่งๆ เราหาอาหารการรับประทานทุกสิ่งทุกอย่างมาบำรุงบำเรอชีวิตให้เป็นไป ถ้าไม่มีอาหารบำรุง มันก็เป็นไปไม่ได้ จะต้องตายเร็วเข้า อันนี้จำเป็นที่สุดที่จะต้องหาอาหารมาบำรุงชีวิต แต่ว่าอาหารนั้นเราก็หาอยู่อย่างนั้นแหละ ตลอดปีตลอดชาติ ไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที คนที่มาเห็นโทษทุกข์อย่างนี้จะเบื่อหน่ายในการที่หาอาหารมาเลี้ยงชีวิต ที่เกิดเบื่อหน่ายนั่นแหละ เรียกว่า “เห็นโทษ”

ผู้ที่ไม่เบื่อหน่ายมันสนุก มันเพลินเอร็ดอร่อย รับประทานแล้วก็อยากรับประทานอีก หลายมื้อหลายวันเท่าไรยิ่งสนุกใหญ่ อันนี้เรียกว่าคนไม่เบื่อ คนไม่เบื่อมันก็ยากอยู่ที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เหตุนั้นจึงว่าเห็นทุกข์เป็นสุขมันมีความเห็นผิดอย่างนี้แหละ

ครั้นเราหาอาหารรับประทานทุกสิ่งทุกอย่าง บำรุงบำเรอทุกวัน รับประทานลงไปแล้วก็แค่นั้นแหละ รับประทานแล้วก็อยากรับประทานอีก อยากแล้วก็หารับประทานอีก ทีนี้การหามานั้นมันเหน็ดเหนื่อย เวลารับประทานก็นิดเดียวเท่านั้น เสร็จแล้วก็อยากอีก เห็นโทษอย่างนี้ มันเป็นทุกข์อย่างนี้ เกิดความเบื่อหน่าย

อันนั้นเรียกว่า ผู้เล่นละครเป็น ผู้ที่เห็นตัวของเรามาเป็นตัวละคร มามัวเมาประมาทมีหนทางที่จะพ้นจากทุกข์ได้

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้แหละ ให้ไปพิจารณาเอา ใครๆ ก็เห็นแล้วทุกคน เป็นตัวละครกันทุกคนนั่นแหละ แต่ว่าเราไม่รู้ตัว หากว่าพิจารณาเห็นเองว่า เราเป็นตัวละคร ยิ่งเห็นพิสดาร‌เข้าไปยิ่งกว่านี้อีก ละครโลกอันนี้เป็นละครโรงใหญ่ ไม่มีใคร‌จ้างให้ดูหรอก เราดูของเราเอง

เอาละ เท่านั้นละ เอวํ
นั่งสมาธิ

(พระอาจารย์อบรมนำก่อน)

เข้าดูละครกัน ดูละครโรงใหญ่ มันต้องมีประตูเข้า จะเข้า‌ทางใดก็ตามใจเถิด ทางพุทโธก็ดี ทางอานาปานสติก็ดี ทาง‌สัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ ฯลฯได้ทั้งนั้น แต่ขอให้เข้าถึง‌สมาธิก็แล้วกัน

ถ้าจิตไม่เป็นสมาธิ ไม่แน่วแน่ อันของนั้นจะไม่เห็นหรอก ‌จะพูดให้ฟังชัดเจนเท่าใดก็ตาม จึงว่าเข้าไปดูละครต้องเข้าไป‌ดูตรงนี้ เข้าไปตรงนี้จึงจะเห็น ละครอันนี้ไม่ต้องจ้าง ดูกี่ปีดูกี่‌วัน ดูทุกวันก็ได้ทุกคนนั่นแหละ

 พระพุทธเจ้าทางสอนให้ดูละครโรงใหญ่ เมื่อไม่ได้จ้าง คน‌เลยไม่ดูซ้ำ ที่จริงมันน่าดูจะตาย คนเราเกิดขึ้นมามันน่าดูจริงๆ ‌อากัปกิริยาทุกสิ่งทุกส่วน การประพฤติปฏิบัติ ถ้าหากเข้าถึงตัว‌สมาธิแล้ว“มนุษย์”ของเราไม่ทราบว่า ตัวอะไร

เหตุนั้น ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงสมาธิตรงนั้นได้

เรายึดพุทโธก็ดี อานาปานสติก็ดีหรือยุบหนอพองหนอ ‌สัมมาอรหังก็สุดแล้วแต่เป็นเพียงว่า คำบริกรรมอย่าไปยึดแน่‌เอาแต่คำบริกรรมเท่านั้น ถ้ายึดมั่นเช่นนั้นทำเท่าไรๆ ก็ไม่เป็น‌สักที ให้เข้าใจว่าอั้นนั้นเป็นเพียงเครื่องล่อสำหรับทำให้จิตเป็น‌สมาธิเท่านั้น

ตัว สมาธิ แท้นั้น คือ จิตนี่ต่างหาก

ผู้ที่ไปนึกไปคิด ผู้ที่ไปกำหนดเอาอารมณ์นั้น จิตเป็นผู้ไป‌กำหนดเอาอารมณ์อันนั้น ตัวนั้นต่างหากเป็นตัวสมาธิ ไม่ใช่คำ‌บริกรรม คำบริกรรมนั้นเป็นเครื่องล่อจิตให้อยู่กับอันนั้น เพียง‌แต่ล่อเฉยๆ ครั้นถ้าไปยึดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่เป็นสมาธิ

ที่จะเป็นสมาธิได้ ต้องวางคำบริกรรมนั้นเสียก่อน จิต‌ต้องวางเสียก่น มันจึงค่อนเป็นสมาธิ มันจะเห็นด้วยใจของ‌ตนเองหรอก

เมื่อจิตเข้าสมาธิแล้ว คราวนี้เรื่องละครต่างๆ ไม่ต้องมีใคร‌บอก ชอบใจใหญ่โต ดูตรงไหนก็น่าดู ดูตัวของตนก็น่าดู ดูคน‌อื่นก็น่าดู สิ่งที่สารพัดทั้งปวงหมดเป็นของน่าดูทั้งนั้น มันคิด‌กลับ สิ่งที่เห็นเป็นผู้คน เป็นสัตว์สาราสิ่งทุกอย่าง ที่เคยเห็นเป็น‌ของธรรมดานั้น พอจิตเข้าไปถึงตรงนั้นมันพลิกกลับเลย เป็น‌การเห็นเฉพาะส่วนตัว ตอนนั้นให้ระวังหน่อย ครั้นหากไปพูด‌มาก ประเดี๋ยวเขาจะหาว่าพร่ำเพ้อ พูดมากไม่ได้ ถ้าหากเรา‌เป็นแล้วอย่าพูด ให้คิดให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ของดีเอาไว้ที่‌ไหนมันก็ดีหรอก ผ้าขี้ริ้วห่อมันก็ดี คืออย่าไปอยากอวดเลยนั่น‌แหละ จึงถึงสมาธิแท้

ถึงสมาธิแล้วเป็นอย่างไรคราวนี้?

เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว มันดูละครถูก ดูละครเป็น ดูละครโลก ‌อันนี้เป็น รู้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง

คำว่า“ชัดเจน”คำว่า“แจ่มแจ้ง”ในที่นี่นั้น มันประจักษ์‌ด้วยใจ

ก่อนนี้ใครฟัง ใครพูด มันก็ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่เหมือนกับที่‌เห็นด้วยตัวเอง นั่นแหละเรียกว่า แจ่มแจ้งไปเชื่อคนอื่น เชื่อ‌ตำรับตำรา มันก็เพียงแค่ตำราเท่านั้น เห็นๆ รู้แล้วก็หายไป แต่‌รู้เห็นอันนี้มันไม่หาย มันเห็นด้วยใจจริงๆ เห็นเฉพาะในสมาธิ‌จริงๆ เห็นเฉพาะตน คนอื่นไม่เห็น

เอาล่ะ เข้าดูละครโรงใหญ่อย่างที่อธิบายให้ฟังนี่แหละ เข้า‌ตรงนี้แหละจึงจะถูก เอ้าทำเลย


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท