
ความหายนะของความร่ำรวย
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
โดย...ภาสกร พุทธิชีวิน
ชาวอินเดียแดงเผ่าครีเคยทำนายไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนว่า “วันหนึ่งเมื่อต้นไม้ต้นสุดท้ายถูกโค่นลง แม่น้ำสายสุดท้ายที่เหลืออยู่เต็มไปด้วยสารพิษใช้ดื่มกินไม่ได้ปลาตัวสุดท้ายถูกจับขึ้นมา และวันนั้นแหละที่มนุษย์พบว่าแท้ที่จริงแล้วเงินที่มีอยู่มากมายก่ายกองบนโลกนี้ก็กินไม่ได้”
ในวันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี คือ วันสิ่งแวดล้อมโลก แต่กระแสตื่นตัวของวันนี้กลับน้อยมากไม่เฉพาะที่บ้านเรา แทบทุกที่ก็ไม่มีกิจกรรมรณรงค์อะไรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นชิ้นเป็นอัน หรือว่าโลกใบนี้ยอมแพ้ต่อกระแสเศรษฐกิจที่เอาเงินเป็นตัวตั้งเสียแล้ว
การมุ่งหวังผลกำไรในธุรกิจยิ่งกำไรมากเท่าใดก็อาจเป็นตัวชี้วัดถึงความสำเร็จของผู้บริหารหลายๆ องค์กร ที่ใช้ผลกำไรเป็นตัววัดความสามารถและผลตอบแทนในรูปของเงินเดือนและโบนัส แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลายๆ องค์กรการทำกำไรมากมายมหาศาลนั้น อาจจะต้องแลกด้วยความพินาศ และหายนะของสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก
น่าเศร้านะครับ
ทุกครั้งที่มนุษย์ลงมือทำอะไรก็ตาม แล้วกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะโดยเจตนา ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาย่อมตกมาสู่โลกเสมอ
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น เกาะบางแห่งต้องจมน้ำและมีการอพยพชาวเกาะรุ่นแรกๆ ออกจากเกาะนั้นแล้ว พวกเขาแทบจะไม่รู้เลยว่า พวกเขาทำอะไรผิดถึงต้องอพยพทั้งๆ ที่พวกเขาปล่อย CO2 ไม่ถึง 0.10% ของ CO2 ทั้งหมดที่มนุษย์บนโลกสร้างขึ้นมา
อย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้นว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเราลงมือทำอะไรก็ตามที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบนั้นสะท้อนกลับมาสู่พวกเราเสมอ แต่แปลกคนที่ได้รับผลกระทบกลับไม่ใช่คนต้นเหตุ แต่เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวที่ได้รับผลกระทบก่อนเสมอ
ในแต่ละปีมนุษย์ใช้ทรัพยากรรวมกันคิดเป็น 2 เท่าของโลกนั้น หมายความว่าเราต้องมีโลกอีก 1 ใบ ถึงจะพอความต้องการของมนุษย์
ผมจะพาไปดูตัวเลขครับ
ถ้าทุกคนใช้ทรัพยากรอย่างคนอเมริกัน เราจะต้องมีโลกเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ใบ ถ้าใช้อย่างคนอังกฤษจะต้องมีโลกเพิ่มขึ้มมาอีก 2.6 ใบ ถ้าใช้ทรัพยากรอย่างคนแอฟริกาใต้จะต้องมีโลกเพิ่มอีก 1 ใบ ถ้าใช้อย่างคนอาเจนตินาจะต้องมีโลกเพิ่มขึ้นมาอีกครึ่งใบ
มนุษย์ใช้ทุกอย่างบนโลกนี้เสมือนหนึ่งว่า ทรัพยากรบนโลกนี้ไม่มีวันหมด การค้นพบทรัพยากรต่างๆ บนโลกนี้ไม่ว่าน้ำมัน แก๊ส ถ่านหิน คนค้นพบร่ำรวยมหาศาล และเช่นเดียวกันโลกก็หายนะไปพร้อมๆ กับความร่ำรวยนั้น
เมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อมของบ้านเราแล้วจะไม่พูดถึง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแล้วเหมือนจะขาดอะไรไปครับ
การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2513 นั้นจุดประกายความหวังของคนไทยทั้งประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ การค้นพบก๊าซธรรมชาติของคนไทยนำมาสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมฉบับที่ 5 ซึ่งเป็นเรื่องของโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด
แล้วโครงการนี้ก็พลิกชุมชนอันสงบของ จ.ระยอง ให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบในรูปของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ในนิคมแห่งนี้มีครบหมดทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงแยกแก๊ส โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน ตามมาด้วยโรงงานปิโตรเคมีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ทั้งมีพิษมาก มีพิษน้อย แต่สรุปเลยมีพิษทุกอุตสาหกรรม
การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลักไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่เป็นของภูมิภาคเอเชียเลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในเวลาต่อมาระยองกลายเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุดในประเทศ ตัวเลข GDP ขนาดนี้ คนระยองควรจะยิ้มกันแก้มปริ แต่เปล่าเลยคนระยองจริงๆ กลับไม่ได้อานิสงส์ใดๆ เลย
คนระยองไม่ได้รวยขึ้น ความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้น ความร่ำรวยกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการลงทุน และส่วนใหญ่เป็นทุนข้ามชาติแทบทั้งสิ้น อุตสาหกรรมข้ามชาติเหล่านั้นมาใช้ทรัพยากรในประเทศเราเต็มที่ และแค่จ่ายภาษีให้พวกเรา แต่เขานำกำไรส่วนใหญ่กลับบ้าน
อยากจะขำนะครับหากจะบอกว่าชาวระยองไม่ได้อะไรจริงๆ เพราะทุกวันนี้คนระยองได้อากาศที่ปะปนไปด้วยสารก่อมะเร็งมากกว่า 20 ชนิด เพราะอากาศที่ระยองโดยเฉพาะที่มาบตาพุดเกินมาตรฐานความปลอดภัย เพราะชาวระยองยังได้ฝนกรดจากการที่มีไนโตรเจนออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซค์ ปะปนอยู่ในอากาศเกินมาตรฐาน
คงไม่ต้องพูดถึงแหล่งน้ำ เพราะน้ำทุกชนิดไม่ว่าใต้ดิน บนดิน หรือในทะเลแทบใช้การไม่ได้ เนื่องจากปนเปื้อนไปด้วยมลพิษ
ในระบบสิ่งแวดล้อมทุกสรรพสิ่งเกี่ยวโยงร้อยใยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอ ไม่สามารถแยกจากกันได้ เมื่อใดก็ตามที่เราดึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกจากระบบสิ่งแวดล้อม ผลกระทบย่อมตามมาเสมอ ดังเช่นหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งเหตุการณ์ที่มาบตาพุดในประเทศไทย
ในวันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ก็เป็นปีหนึ่ง ที่ผมรู้สึกสิ้นหวังและมองไม่เห็นอนาคตใดๆ ของโลกเลย







