
บีเอ็มดับเบิลยู 520i เบนซิน 4 สูบ หลังเหลือเฟือ
ถือเป็นการบุกตลาดที่น่ากลัวเหลือเกิน สำหรับค่ายรถยนต์จากแดนอินทรีเหล็กอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู
โดย...นิธิ ท้วมประถม
ถือเป็นการบุกตลาดที่น่ากลัวเหลือเกิน สำหรับค่ายรถยนต์จากแดนอินทรีเหล็กอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู ที่ตัดสินใจเปิดตัวเครื่องยนต์สำหรับเบนซินและดีเซลรุ่นใหม่ใน บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เพราะนั่นทำให้บีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 กลายเป็นรถยนต์ระดับหรูขนาดกลางที่น่าสนใจมากที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดรถยนต์ระดับหรูทีเดียว
โดยบีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 ในเครื่องยนต์ใหม่นี้ จะมีทั้งหมด 7 รุ่น ประกอบด้วย 520i, 528i, 528i Sport, 520i Touring Sport, 520d, 520d Touring Sport และ 525d
ทั้งนี้ เพราะเครื่องยนต์ที่บีเอ็มฯ ประเทศไทย นำมาใส่ในซีรีส์ 5 ที่ผมบอกไปขั้นต้นนั้น ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ระดับ “เทพ” เลยก็ว่าได้ เป็นเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่หมด โดยเป็นเครื่องยนต์ขนาด 4 สูบ 16 วาล์ว แทนที่จะเป็นขนาด 6 สูบ เหมือนแต่ก่อน และใช้เครื่องยนต์ขนาดเดียวเท่านั้น คือ ขนาด 2.0 ลิตร หรือ 2000 ซีซี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่รหัสเครื่องยนต์ลงท้ายด้วย i และเครื่องยนต์ดีเซลที่รหัสเครื่องยนต์ลงท้ายด้วย d แต่จะมีความแรงแตกต่างกัน
ซึ่งต่อไปนี้เครื่องยนต์ของบีเอ็มฯ จะเป็นไปในทิศทางนี้ คือ ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันหมดทั้งซีรีส์ 5 และซีรีส์ 3 ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้
สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ของบีเอ็มฯ ที่นำมาใส่ให้กับซีรีส์ 5 ใหม่นี้ อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาใหม่ และถือว่าทันสมัยที่สุดเครื่องหนึ่งของโลกก็ว่าได้ โดยเป็นเครื่องยนต์ที่มีทั้งกำลังและประหยัดน้ำมันด้วย หรือ Efficient Dynamics ที่เป็นหลักการของบีเอ็มฯ นั่นเอง
ซึ่งเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมาพร้อมกับหัวฉีด High Precision Injection มาผนวกกับเทคโนโลยีวาล์ว DoubleVanos พร้อม Valvetronic และ TwinScroll Turbo ที่เป็นครั้งแรกที่บีเอ็มฯ ประเทศไทย เอาเทคโนโลยีเทอร์โบมาขาย
สำหรับการรายงานผลการทดลองขับในสัปดาห์นี้ ผมขอลงรายละเอียดไปในรุ่น 520i ก่อนครับ เพราะเชื่อว่าจะเป็นรุ่นที่เป็น “ตัวขาย” ให้กับบีเอ็มฯ ประเทศไทย อย่างแน่นอน ทั้งจากราคาจำหน่ายที่ตั้งไว้ที่ 3.69 ล้านบาท และเมื่อรวมกับออปชันและคุณภาพของเครื่องยนต์แล้ว ยอดขายไม่น้อยแน่ๆ
รูปร่างหน้าตาของบีเอ็มฯ 520i นั้นยังคงเหมือนเดิมครับ ไม่ได้ปรับเปลี่ยนหน้าตาไปเหมือนกับซีรีส์ 3 ที่ดูสปอร์ตและปราดเปรียวเหลือเกิน
แต่แม้ว่าหน้าตาจะยังคงเดิมๆ แต่ก็ยังดูมีสง่าราศีไม่เปลี่ยนแปลงครับ ใครที่ชอบบีเอ็มฯ แล้ว ผมเชื่อว่าปันใจไปให้รถยี่ห้ออื่นยาก
เข้ามาภายในกันดีกว่าว่า 520i นี้มีอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง และก็ต้อง “ตาโต” เพราะเห็นอะไรแปลกตาไม่น้อย ไม่วาจะเป็นปุ่ม Auto Start/Stop ที่อยู่คอนโซลด้านซ้าย หลังพวงมาลัย ทำให้รู้เลยว่าบีเอ็มฯ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความประหยัดมากขึ้นเรื่อยๆ
จอแสดงผลที่กลางคอนโซลยังคงใหญ่โตสะใจเหมือนเดิม ซึ่งส่วนตัวแล้วผมชอบครับ ดูกระจ่างตาดี ไม่ต้องเพ่งมองเวลาจะดูข้อมูลอะไร พวงมาลัยหนังกระชับมือเหมือนเดิม พร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชันที่ไว้คอยควบคุมเครื่องเสียงและแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ในรุ่นนี้ทันสมัยมากขึ้นกับ BMW Apps ที่จะทำงานโดยรับสัญญาณผ่าน GPRS/3G ของ iPhone 4 เพื่อดึงข้อมูลของ Application ต่างๆ ผ่านขึ้นหน้าจอแสดงผล ได้แก่ Facebook, Twitter, Wiki Local, Last Mile, Calender
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต USB จะสามารถดึงข้อมูลของรถยนต์บางส่วนมาแสดงผลอยู่บน iPhone 4 ได้ เช่น ระดับน้ำมันที่เหลืออยู่ ณ ปัจจุบัน ระยะทางที่สามารถที่วิ่งได้ด้วยระดับน้ำมันนี้ ระยะทางที่วิ่งมาแล้วทั้งหมด รวมถึงวันและเวลาล่าสุดที่อัพเดตข้อมูล เป็นยังไงครับแหล่มม่ะ
ลองขับกันเลยครับ ครั้งนี้เป็นการขับทั้งบนถนนจริงและในสนามโบนันซ่า เขาใหญ่ ซึ่งทางทีมงานบีเอ็มฯ วางแทร็กไว้ให้ลองในหลายรูปแบบไม่น้อยทีเดียว
ทันทีที่สตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยการกดปุ่ม Start เสียงเครื่องยนต์ครางขึ้นมาแบบเงียบๆ ดูเป็นผู้ดีเหลือเกิน มองไปที่แป้นเกียร์ ลองปรับโหมดการขับขี่เสียหน่อย เพราะรุ่นนี้มีโหมดการขับเพิ่มขึ้นอีก 1 โหมด นั่นคือ โหมด “Eco Pro” หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า โหมดโคตรประหยัดนั่นเอง จากปกติที่ซีรีส์ 5 เดิมจะมีโหมดในการขับขี่อยู่ 3 โหมด คือ Comfort, Sport และ Sport Plus
เมื่อมีโหมดใหม่มาอย่างนี้ก็ต้องขอ “ลอง” เสียหน่อยว่าเป็นอย่างไร เกียร์ถูกเลื่อนไปที่ตำแหน่ง D ทันที รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปแบบนุ่มนวลจริงๆ ขับไปได้สักพักเจอกับการจราจรที่ติดขัดในเมือง รถต้องจอดติดไฟแดง ปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับ แต่ระบบปรับอากาศยังทำงานอยู่ นั่นหมายความว่า ระบบ Auto Stop ทำงานแล้ว แต่เครื่องดับไม่นานนะครับ พอแอร์เริ่มไม่เย็น เครื่องก็จะสตาร์ตขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้จะทำงานเมื่อรถหยุดนิ่ง และจะติดเครื่องยนต์อีกครั้งเมื่ออุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น หรือทันทีที่เราแตะคันเร่งเบาๆ
ผมว่าระบบนี้จะทำงานเวิร์กๆ ก็ช่วงหน้าฝนกับหน้าหนาวนี่แหละครับ อย่างหน้าฝนบ้านเรา ฝนตกรถติดๆ สบายเลยครับ อุณหภูมิก็ไม่สูงมากนัก คราวนี้เครื่องดับยาวแน่ ประหยัดชัวร์ครับ ไม่ต้องกลัวแล้ว ฝนตกรถติดน้ำมันหมด
เมื่อมาถึงช่วงบนถนนโล่งๆ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 184 แรงม้า ที่ให้แรงบิดสูงสุดที่ 270 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์แค่ 1,2504,500 รอบต่อนาที เครื่องนี้ก็แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้เห็นแล้ว
เพราะตามสเปกของบีเอ็มฯ บอกว่า เครื่องยนต์ใหม่นี้แม้ว่าจะทำให้ 520i รุ่นปัจจุบันมีแรงม้าน้อยลงจากรุ่นเก่า 7% แต่แรงบิดเพิ่มขั้น 8% อัตราประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อน 25% อัตราเร่งจาก 0100 กม. เร็วขึ้น 6% ก็ต้องขอลองให้เห็นกับตาเสียหน่อย
แม้ว่าโหมดที่ผมใช้จะเป็นโหมด Eco Pro คือเน้นในเรื่องของความประหยัด รอบเครื่องยนต์จะทำงานที่รอบต่ำเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อต้องการเร่งแซง เพียงกดคันเร่งรถก็กระชากออกไปอย่างไม่ยากเย็นเลยครับ เรียกได้ว่า “ไม่มีอาการอืด” ให้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างไร
และเมื่อปรับโหมดการขับขี่ไปเป็นแบบ Comfort หรือโหมดปกติ ก็ยังสบายๆ ครับ รู้สึกถึงแรงบิดที่เพิ่มมากขึ้น เวลากดคันเร่งการตอบสนองเร็วขึ้นมากว่าแบบ Eco Pro อยู่พอสมควร
ต้องยอมรับเลยครับว่า เครื่องยนต์ 4 สูบ ตัวนี้ของบีเอ็มฯ นั้นระดับเทพจริงๆ ยิ่งมาทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แล้วยิ่งลงตัวมากทีเดียว และถือว่าเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ของบีเอ็มฯ นี้เป็นเกียร์อัตโนมัติที่ทันสมัยมากกว่า เมอร์เซเดสเบนซ์ อีคลาส ที่มีเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด
อัตราเร่งถือว่าทำได้ดีมาก เมื่อเทียบว่าตัวเองเป็นเครื่องยนต์แค่ 2.0 ลิตรเท่านั้น ผ่านสบายๆ ครับ ทั้งในเรื่องของความเนียนของเครื่องยนต์ ความนุ่มนวลของระบบเกียร์ ยกนิ้วให้
ทำให้ในเรื่องของเทคโนโลยี เครื่องยนต์ และเกียร์ของบีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 เหนือกว่า เมอร์เซเดสเบนซ์ อีคลาส เรียบร้อยแล้ว
ส่วนในเรื่องของช่วงล่าง ต้องยอมรับว่าเมื่อบีเอ็มฯ ใช้ยางรันแฟลต ซึ่งเป็นยางที่สามารถวิ่งต่อไปได้แม้ยางจะรั่ว ทำให้เกิดความกระด้างขึ้นไม่น้อยทีเดียว และเป็นเหมือนกันหมดทุกรุ่นของบีเอ็มฯ หากรุ่นนั้นใช้ยางรันแฟลต
ผมเองนั้นไม่ค่อยชอบยางรันแฟลตเท่าไหร่ครับ เพราะ หนึ่ง กระด้างไม่นุ่มนวล สอง ราคาค่อนข้างแพง สาม หากยางเกิดรั่ว จริงอยู่แม้ว่าเราจะสามารถวิ่งต่อไปได้อีกร้อยกว่ากิโลเมตร แต่ก็ต้องวิ่งเข้าศูนย์บริการของบีเอ็มฯ ซึ่งหากเป็นใน กทม. ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเส้นทางต่างจังหวัดละก็ เหนื่อยแน่ครับ
แต่ก็ต้องถือว่ายางรันแฟลตเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก และทำให้ผู้ขับและผู้โดยสารไม่ต้องกินข้าวลิงเวลาเดินทางไกล ยังไงก็ยังขับไปจนเจอปั๊มน้ำมันให้ปลอดภัยไว้ก่อน
ถ้าใครไม่กลัวเรื่องความกระด้างและอยากแปลงร่างเจ้า 520i ให้กลายเป็นพายุ ก็เปลี่ยนโหมดการขับเป็น Sport ได้เลยครับ เมื่อนั้นคุณจะได้รับความรู้สึกของแรงกระชากของเครื่องยนต์ยามที่คุณเหยียบคันเร่ง หลังและบั้นท้ายของคุณจะได้สัมผัสถึงพื้นผิวถนนที่ถูกส่งผ่านระบบช่วงล่างได้อย่างสะใจพวงมาลัยที่แม่นยำจะยิ่งทำให้คุณสนุกกับการพา 520i นี้ทะยานไปยังท้องถนนที่ใดก็ได้ที่คุณต้องการ แต่ก็ต้องแลกกับอัตราการสิ้นเปลือง และความสบายที่จะต้องลดลงอย่างมากด้วย
และหากคุณไม่แน่จริงอย่าใช้โหมด Sport Plus เพราะนั่นหมายถึงคุณกำลังปลดระบบช่วยรักษาเสถียรภาพการทรงตัวของรถออก และคุณจะกลายเป็นผู้ควบคุมรถด้วยทักษะทั้งหมดของคุณที่มีอยู่ ซึ่งผมขอแนะนำว่า “อย่าเล่น” ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกผมในการใช้ลองขับบนสนามที่มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับไว้ดีกว่าครับ
การทรงตัวของซีรีส์ 5 ใหม่นี้ ยังอยู่ในระดับที่ไม่มีปัญหาครับ หนึบมาก ทั้งจากการลองขับแบบสลาลอม รวมถึงการเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน ซึ่งเป็นการขับในสนามนะครับ การควบคุมรถทำได้ดีมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบบควบคุมเสถียรภาพของตัวรถด้วยครับ
ด้านอัตราการสิ้นเปลืองจากการขับด้วยความเร็วระดับ 140 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 1314 กม./ลิตร ก็ต้องถือว่าเยี่ยมแล้วครับ เพราะแค่รถญี่ปุ่นเครื่อง 1800 ซีซี ขับที่ความเร็วขนาดนี้ อัตราสิ้นเปลืองยังอยู่ที่ 11 กม.เลย ก็ลองคิดดูแล้วกันครับว่า เดี๋ยวนี้รถยุโรปกินน้ำมันน้อยกว่ารถญี่ปุ่นแล้ว
อ้อ ออปชันอีกอย่างของเจ้าบีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 นี้ ก็คือ เซ็นเซอร์เปิดฝากระโปรงท้ายที่ไม่ต้องไปกดปุ่มอะไรให้วุ่นวายอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ยื่นเท้าเข้าไปใต้ฝากระโปรงรถ เพียงเท่านี้ฝากระโปรงรถก็จะเปิดให้โดยอัตโนมัติ เท่สะไม่มี
ราคาค่าตัว 3.699 ล้านบาท กับโปรแกรมบำรุงรักษาฟรี 5 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตร ใครที่ชื่นชอบรถยุโรป ลองถามใจตัวเองดูให้ดีครับ ว่าหากต้องการรถเครื่องยนต์และเกียร์ที่ว่ากันว่าดีที่สุดในขณะนี้ไว้ในครอบครองหรือไม่ ถ้าใช่ ผมเชื่อว่าไม่ผิดหวัง!!







