posttoday
พระพุทธเจ้ากับ Child-Centered Approach

พระพุทธเจ้ากับ Child-Centered Approach

06 มิถุนายน 2555

ถึงวันวิสาขบูชาแถมเป็นเวลา “พุทธชยันตี” ที่พระพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้ครบ 2,600 ปีแล้ว

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

ถึงวันวิสาขบูชาแถมเป็นเวลา “พุทธชยันตี” ที่พระพุทธเจ้าของเราทรงตรัสรู้ครบ 2,600 ปีแล้ว หนูดีจะว่างเว้นไม่เขียนถึงเรื่องโปรดที่สุดได้อย่างไร ในฐานะคนชอบการปฏิบัติ แถมเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลอีกด้วย พอมีโอกาสอ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสมัยท่านยังไม่ปรินิพพานนั้น ก็ให้เกิดความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้นำการเรียนการสอนแบบ ChildCentered Approach โดยตรงเลยล่ะค่ะ วันนี้หนูดีก็เลยจะขอแบ่งปันเรื่องน่ารักๆ ที่ทำให้หนูดีประทับใจกับพระศาสดาของเรามากๆ เรื่องทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องสมัยพุทธกาลและมีการเล่ารวมถึงบันทึกต่อๆ กันมา เนื้อหาอาจคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ใจความหลักๆ หนูดีว่า แสดงให้เห็นถึงคำสอนและการสอนของท่านได้ดีเชียวค่ะ

ChildCentered Approach 1 : การสอนแบบนี้ เขาว่าให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้สอนในแบบที่ถูกกับความชอบ หรือถูกกับนิสัย จริตของผู้เรียน ซึ่งเท่ากับว่าคุณครูจะต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ครูต้องเป็นคนละเอียดอ่อนและมีจิตจดจ่อกับเด็กจริงๆ

ครั้งหนึ่ง ในวัดของพระพุทธเจ้ามีภิกษุบวชใหม่เข้ามารูปหนึ่ง ซึ่งพระสงฆ์สาวกของท่านได้รับหน้าที่ให้สอนการวิปัสสนาแก่พระรูปนี้ พระพี่เลี้ยงได้สอนให้พระใหม่พิจารณาซากศพเป็นอารมณ์กรรมฐาน หรือที่เราเรียกกันว่า “อสุภกรรมฐาน” เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก ให้เห็นความไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่ไม่นอนของสังขาร

ปรากฏว่าพระใหม่รูปนี้เกิดอาการ “รับไม่ได้” พิจารณาวิปัสสนาอย่างไรก็ไม่ก้าวหน้า เพราะรู้สึกว่าซากศพเป็นของน่ารังเกียจ ไม่สามารถเอามาเป็นอารมณ์ในการพิจารณาธรรมได้เลย ยิ่งทำยิ่งขยะแขยง

ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าตรวจสอบจิตของภิกษุรูปนี้ดู ก็บอกกับตัวเองว่า “ภิกษุรูปนี้ ก่อนมาเกิดในชาตินี้ ได้เป็นช่างทำอัญมณีมาถึง 500 ชาติ ดังนั้นการสอนเขาจึงต้องสอนผ่านสิ่งที่สวยงาม การเรียนรู้จึงจะได้ผล”

ว่าแล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปที่กุฏิของพระใหม่ แล้วชักชวนให้ไปเดินจงกรมด้วยกัน เมื่อเดินไปได้สักพัก พระพุทธเจ้าก็พาพระใหม่มาหยุดที่หน้าบึงบัวขนาดมโหฬารแห่งหนึ่ง (หนูดีเดาจากคำบอกเล่า ไม่น่าใช่ในโลกมนุษย์ แต่น่าจะเป็นในสวรรค์ชั้นหนึ่ง หรือโลกอีกมิติหนึ่งมากกว่าค่ะ) ซึ่งมีดอกบัวมากมายนับพันนับหมื่นดอก ทุกดอกมีกลีบเป็นพันๆ กลีบ อ่อนช้อย สวยงาม มีอัญมณีประดับอยู่ในทุกๆ กลีบ ในทุกๆ เกสร เป็นภาพที่สวยจนน่าตกตะลึง ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าก็บอกพระใหม่ว่า ให้ไปเด็ดมาได้ 1 ดอก ท่านอนุญาต

พระใหม่จึงเดินไปแล้วเลือกดอกที่สวยที่สุด ถูกใจที่สุดออกมา 1 ดอก แล้วนำมาถือไว้พิจารณาในมือ ท่านพบว่าหัวใจของท่านเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและชื่นชมในความสวยงามของบัวดอกนี้ ที่ค่อยๆ แย้มกลีบออกมาในยามเช้าตรู่ จิตของท่านดิ่งเข้าสู่ภวังค์ของความงดงาม ประณีต และสูงค่าของดอกบัวดอกนั้น

ในชั่วขณะจิตแห่งภวังค์ของสมาธิที่ใช้ดอกบัวอัญมณีเป็นอารมณ์นั้นเอง พระพุทธเจ้าก็ได้ใช้อำนาจแห่งการควบคุมเวลาปรับเวลาของดอกบัวดอกนั้นให้หมุนเร็วขึ้นๆๆๆ จนดอกบัวนั้นเริ่มจากความสวยงาม จนค่อยๆ เน่า เหี่ยวแห้ง ร่วงโรยไปคามือของพระใหม่ในเวลาเพียงชั่วกะพริบตา

พระภิกษุรูปนี้ ได้เห็นดอกบัวที่สวยงามแห้งตายไปคามือ ด้วยจิตที่อยู่ในสมาธินั้นเอง ก็เห็นความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร การเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของสรรพสิ่ง จิตดิ่งลงอย่างลึกและในชั่วขณะจิตนั้นเอง ท่านก็ได้บรรลุอรหันต์ ณ สถานที่แห่งนั้นเอง

เรื่องนี้นับว่าพระพุทธเจ้าของเราเลือกวิธีการสอนได้ถูกต้อง ถูกใจผู้เรียน พอถูกกับจริต การเรียนก็ก้าวหน้า ลองนึกดูสิคะ หากท่านขืนฝืน ให้พระท่านนี้เรียนด้วยซากศพ ชาตินี้ทั้งชาติอาจเป็นโมฆะ ไม่บรรลุอะไรเลย ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกกี่ครั้งถึงจะเข้าสู่ภาวะอรหันต์ได้ แต่พอวิธีการถูก ภายในเวลาไม่นาน การเรียนรู้แม้ในเรื่องที่ยากที่สุด เช่น การเข้าสู่มรรคผลนิพพานก็เป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ แบบนี้ต้องบอกว่า เมื่อผู้เรียน “อิน” การเรียนเรื่องซับซ้อนก็ไม่ยากเกินไป ฟังแล้วรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าท่านแน่จริงอะไรจริง เป็นต้นแบบของ ChildCentered จริงๆ เลยค่ะ

ChildCentered Approach 2 : อีกเรื่องที่การสอนในแบบของพระศาสดาของเรา เน้นสไตล์ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ก็คือ การรอให้ผู้เรียนอยู่ในสภาวะที่พร้อม หรืออยากเรียนจริงๆ จะไม่มีการบังคับหรือยัดเยียดความรู้เด็ดขาด นั่นก็คือการ ให้คน “อาราธนาศีล อาราธนาธรรม” ก่อนนั่นเอง

เมื่อก่อนหนูดีก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องอาราธนา แต่เมื่อได้ศึกษาปฏิบัติไป หลวงพี่ได้อธิบายให้ฟังว่า มีพระวินัยในเรื่องของการให้ฆราวาส “ขอ” ก่อน คือ ถ้าไม่ขอก็ไม่สอน ถ้าไม่ขอก็ไม่ให้ศีล พูดแบบภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่า “แนวจริงอะไรจริง” หรือเป็นการสอนแบบ Selective หรือ Exclusive ก็ว่าได้นะคะ คือ ถ้าคนมาเรียนยังไม่สนใจ ไม่ตื่นเต้นจริงจังกับการเรียน ก็...ยังไม่สอนค่ะ

วิธีนี้ก็เป็นเหมือนการเช็กสภาวะจิต หรือสภาพจิตใจของผู้เรียนว่า พร้อมรับข้อมูลหรือไม่ หากยังไม่พร้อม ถึงแม้สอนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสมองของเขาก็ไม่รับอยู่ดี ดังนั้นการให้ผู้เรียนเป็นฝ่ายร้องขอ หรือเป็นฝ่าย “อาราธนา” เสียก่อน จึงเป็นเหมือนการเช็กความสมัครใจว่า อยากเรียนแน่นะ อยากรับศีลแน่นะ เพราะว่าถ้าคนขออยากได้ และเป็นฝ่ายขอเอง สิ่งที่ได้รับไปก็ย่อมมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่คนให้นำมายัดเยียดแล้วบอกว่า “ดีๆๆ” โดยที่คนรับไม่ได้เห็นคุณค่าเลย

แถมพอผู้เรียน “ขอ” แล้ว คนสอนก็ยังต้องเช็กสภาพจิตใจและ “สไตล์การเรียนรู้” หรือบางทีเราเรียกกันทับศัพท์ไปเลยว่า Learning Style ค่ะ นั่นคือ คนเรียนชอบเรียนผ่านการดู หรือการฟัง หรือการลงมือทำจริงด้วยตัวเอง แต่วิธีการที่ดีที่สุดอันหนึ่งก็คือ การเรียนรู้ด้วยการ “ลงมือทำ” หรือ Learning by Doing นั่นเองค่ะ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ได้สอนไว้ว่า ศาสนาของเราเป็นศาสนาที่ต้อง “ลงมือทำ” เอง จึงจะเห็นผล ไม่เน้นการสวดอ้อนวอน ภาวนา

นับว่าท่านเป็นผู้นำด้าน Child-Centered Approach ตัวจริง เสียงจริงเลยทีเดียวนะคะ น่าทึ่งมากๆ

วันเสาร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ มีงาน Meet & Greet กับหนูดี จัดโดยน้องๆ กลุ่ม Book Lover Club Thailand ณ ห้องสมุดบ้านอารีย์ เวลา 14.30-16.30 น. งานนี้ฟรีค่ะ คุย & ถามได้ทุกเรื่องเกี่ยวกับสมอง สมาธิ และหนังสือเล่มโปรดของหนูดี ใครสนใจ โทร.สอบถามได้ที่น้องๆ ในกลุ่ม ที่ 081-455-3722 หรือ 090-121-1325 ค่ะ แล้วพบกันนะคะ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน