
สิ่งแวดล้อมโลก
โดย...ปู โลกเบี้ยว
โดย...ปู โลกเบี้ยว
การมีวันสิ่งแวดล้อมโลก World Environment Day ทุกวันที่ 5 มิ.ย. ของทุกปีขึ้นมา เขาก็คงอยากให้เรารับรู้ นึกถึงตระหนักว่าโลกที่เราอยู่เนี่ยมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แล้วนะ ไม่ใช่ดีขึ้นด้วย มันมีแต่จะแย่ลงๆ ด้วยน้ำมือมนุษย์บวกกับธรรมชาติที่ต้องเป็นไป จนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน สภาพภูมิอากาศไม่เป็นไปตามฤดูกาล เราอาศัยอยู่บนโลกใบนี้จึงต้องร่วมมือร่วมใจกันลดวิกฤตโลกร้อน ซึ่งมันก็คงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่คิดที่จะทำอะไรเสียเลยชิมิ
สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลงเร็วเสียเหลือเกิน บางประเทศไม่เคยมีหิมะตกก็มี หรือตกหนักตกนานเกิ๊น ไม่เคยร้อนในฤดูหนาวก็ร้อน แผ่นดินไหว โคลนถล่ม สึนามิ พายุทอร์นาโด น้ำแข็งทางขั้วโลกก็ขยันละลายกันจัง หรืออย่างบ้านเราก็ร้อนจนแสบเลย สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติแล้วย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ทั้งส่งเสริมอำนวยประโยชน์ให้มนุษย์และในทางทำลาย แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกจะเน้นในด้านการทำลายซะล่ะมากกว่านิ ก็จากประสบการณ์อุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาก็คงเห็นกันจะจะแล้วว่ามันกระทบอะไรกับเราบ้าง แผ่นดินเริ่มทรุดตัว
อย่างที่ปูเคยกล่าวไว้เมื่อตอนต้นปีนั้นแหละว่า ปีนี้ดินจะถล่มเพราะมันอมน้ำไว้ไม่ไหวแล้ว เมื่อดินมันอมน้ำไว้เต็มที่ มันก็เริ่มดูดทรายลงใต้พื้นดิน ถนนหนทางก็เลยเริ่มปริแตกและทรุดลงในไปที่สุด ดูอย่างที่ จ.นครศรีธรรมราชซิ ถนนพังทั้งถนน ทางเทศบาลนครศรีธรรมราชเขาว่า เป็นเพราะการขุดลอกคลองเพื่อป้องกันน้ำท่วม แล้วถนนมันดันอยู่ใกล้คลองเลยพังซะงั้น อ้าว! แล้วถนนในกรุงเทพฯ ที่กลวงโบ๋ล่ะ ก็ไม่เห็นมันอยู่ใกล้คลองเลยมันยังทรุดได้เลยเนอะ? ใครกังวลเขาให้ลองถามไถ่กรมทรัพยากรธรณีดู
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติทำให้เกิดวิกฤตและกระทบกับห่วงโซ่อาหารของเราน่ะซิ บางพื้นที่ดินโคลนถล่ม น้ำท่วม หิมะปกคุม และแหล่งน้ำหายไปเพราะเกิดความแห้งแล้ง พวกโรคและแมลงที่เคยระบาดเมื่อในอดีตก็กลับมาอีกครั้ง หรือมีเกิดขึ้นมาใหม่ มนุษย์เราก็มีหน้าที่ต้องคิดหาวิธีในการเอาตัวรอด ตั้งแต่วิธีที่ล้ำๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ สารพัดสารเคมี รวมไปถึงยอมกลับไปล้าหลังด้วยการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไสยศาสตร์
ก็กรณีข่าวดังที่ จ.สุพรรณบุรี ไงล่ะ ที่ชาวไร่ชาวนากำลังประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงร้ายที่น่ากลัวรุมกัดกินต้นข้าวเป็นจำนวนมากจนชาวนาน้ำตาร่วง ประสบภาวะขาดทุน โอ๊ย! ขนาดไม่มีแมลงมารบกวนก็แทบจะปลูกข้าวไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ก็มันแล้งซะขนาดนี้ ดันมามีเจ้าสัตว์ประหลาดบุกโลกเยี่ยงนี้อีก เจ้าเมืองท่านผู้ว่าฯ ก็รับรู้นะ แต่ต้องรอการอนุมัติในการเข้าไปช่วยกำจัดเจ้าแมลงศัตรูพืชเหล่านี้จากทางกระทรวงมหาดไทยซะก่อน
กว่าจะแทงเรื่องกลับมาถึงชาวนาตาแดงๆ ชาวนาเลยต้องหันไปพึ่ง “ธงผ้ายันต์กันแมลงและศัตรูพืช” อ่ะคุณ หลวงพ่อเจ้าอาวาสผู้เป็นเจ้าของผ้ายันต์บอกว่า “มันเป็นความเชื่อกันมาแต่โบราณ เป็นขวัญกำลังใจให้ชาวนา” แต่ก็แปลกนะ ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปสำรวจดูพื้นที่นาติดกัน พื้นที่หนึ่งที่เอาธงผ้ายันต์ไปปักไว้ ทุ่งนาเขียวข้าวตั้งท้อง ไร้แมลง ในขณะที่พื้นที่ข้างๆ ติดกันเลยนะ ไม่ได้เอาธงผ้ายันต์ไปปักไว้ ต้นข้าวโดนเพลี้ยกัดกินแห้งตายเป็นสีน้ำตาลเห็นๆ เฮ้ย! มันอะไรกันนี่
พอนักข่าวไปสัมภาษณ์นักวิชาการจึงถึงบางอ้อทันทีว่า ไอ้แปลงข้าวที่เขียวขจีนั้นไม่ได้ใช้สารเคมี จึงทำให้ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติไม่ได้ถูกทำลาย จึงมีแมลงที่กินแมลงเป็นอาหารกินเจ้าเพลี้ยอีกทีหนึ่งเป็นการกำจัดศัตรูพืชไปในตัว ในขณะที่แปลงที่แห้งตายเกือบหมดนั้น เจ้าของใช้สารเคมี จึงทำให้ทั้งหญ้าและเจ้าแมลงทั้งหลายตายเรียบ พอเจ้าเพลี้ยลงแปลงข้าวมันเลยอิ่มเอมไม่มีใครพิชิตมัน จึงเป็นเช่นนี้นั้นเอง
นี่ไงล่ะสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ แล้วมันก็เลยกลับมาทำร้ายเราอีกที
แม้แต่ตัวมนุษย์เองนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมของโลกเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นควรเริ่มที่ตัวเราเองก่อนเลย นิสัยเราช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป ง่ายๆ เลยหัดปิดน้ำและปิดไฟเมื่อไม่ใช้ พยายามใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากๆ ให้น้อยลงหน่อย ในบ้านเราปลูกต้นไม้ให้เยอะๆ ไม่ว่าต้นเล็กต้นใหญ่ก็ปลูกเข้าไป เปิดบ้านให้มีลมพัดผ่านเป็นการระบายความร้อนบ้าง บ้านจะได้ไม่อบไม่เก็บความร้อนมากนัก ทำให้ไม่เปลืองแอร์ แอร์ก็ไม่ต้องทำงานหนักพ่นความร้อนออกมาให้รอบๆ บ้านร้อนอีกไง ฯลฯ
อีกมากมายที่สามารถช่วยกันทำได้คนล่ะนิดล่ะหน่อย เราจะเดินไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่สวยงามในอนาคต หรือจะกลายเป็นเหยื่อของธรรมชาติกันล่ะจ๊ะ...ถ้าเราไม่เริ่มช่วยกันน่ะ







