
อย่าดีแต่พูดเรื่อง Work-Life Balance
เวลาเราพูดคุยกันเรื่อง Work-Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว หลายคนมักกล่าวว่า
โดย...รศ.ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
เวลาเราพูดคุยกันเรื่อง Work-Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว หลายคนมักกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำไม่ได้” ไม่ใช่แค่พูดง่ายแต่ทำยากนะคะ เหตุที่หลายคนยกธงขาวยอมแพ้ ว่าการที่จะสร้างดุลยภาพให้เกิดขึ้นระหว่างการทำงานกับการดูแลตัวเองและครอบครัวนอกเหนือเวลางานนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วองค์กรผู้เป็นนายจ้างมิได้มีความจริงใจและจริงจังที่จะปฏิบัติการเรื่องนี้กันสักเท่าไร
โดยทั่วไปองค์กรก็มักจะมีนโยบายเรื่องนี้ ให้ดูดีว่าผู้บริหารสนใจเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน แต่เมื่อมองทะลุลึกเข้าไปในองค์กรจริงๆ ก็จะพบว่าผู้บริหารสนใจแต่เป้าหมายและผลกำไรมากกว่าความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยเฉพาะเวลาเร่งทำเป้าหมายตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มละก็ เวลานั้นไม่ว่าจะต้องอดตาหลับขับตานอนสักแค่ไหน พนักงานก็ต้องเร่งเครื่องทำงานกันเต็มสตีม (คำว่า สตีม มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Steam = พลังไอน้ำ ไม่ใช่ Stream ที่แปลว่าลำธาร ที่หลายคนมักสะกดผิดนะคะ) หลังจากนั้นพนักงานจะตาโหล เดินโซเซ ก็เป็นความรับผิดชอบของพนักงาน
พนักงานหลายคนเองก็มีความมุ่งมั่นอยากสร้างผลงานให้ปรากฏ พวกเขาจึงทุ่มเททำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ลืมบ้าน ลืมครอบครัว คิดแต่จะก้าวหน้าในงาน คิดแต่จะสร้างรายได้จนลืมนึกถึงสุขภาพของตัวเองและคุณภาพชีวิตของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว มานึกได้อีกทีร่างกายของตนเองก็แก่ทรุดโทรม ลูกและภรรยาลืมไปแล้วว่า พ่อหรือสามีหน้าตาเป็นอย่างไร และเมื่อวันนั้นมาถึง ลองถามตัวเองดูสิคะว่า “นี่คือผลลัพธ์ที่ท่านต้องการจากทำงานหนัก (เกินไป) มาตลอดชีวิตหรือไม่?”
เชื่อว่าการมีสุขภาพทรุดโทรมและการมีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว ย่อมไม่ใช่รางวัลที่มนุษย์เงินเดือนคาดหวังจากชีวิตเป็นแน่ แต่ชีวิตของหลายคนก็เป็นเรื่องเศร้าแบบนี้ แล้วใครละจะรับผิดชอบดูแลท่าน? องค์กรผู้เป็นนายจ้างน่ะหรือ? อย่างมากก็มีแค่ค่ารักษาพยาบาล มีประกันสุขภาพอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถ้าป่วยเรื้อรังเป็นโรคร้ายไม่มีวันหาย แบบนี้ก็คงไม่มีองค์กรไหนดูแลท่านได้จนตลอดชีวิตหรอกค่ะ
ส่วนเรื่องปัญหาชีวิตครอบครัวอันเกิดจากการทำงานนั้น รับรองว่าไม่มีนายจ้างรายใดจะมารับผิดชอบดูแลแน่นอน มันจะเป็นปัญหาที่พนักงานต้องแบกความรับผิดชอบนี้คนเดียว...อย่างเดียวดาย
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้ต้องการขู่มนุษย์เงินเดือน แต่ต้องการให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพกายใจของพนักงานเพื่อที่พนักงานเก่งๆ จะได้ไม่ถูกใช้งานหนักจนหมดสภาพก่อนเวลาอันควร ส่วนองค์กรเองก็จะมีคนเก่งไว้ช่วยงานได้อย่างยั่งยืน
เรื่องของ Work-Life Balance จึงควรเป็นเรื่องที่องค์กร (ผ่านทาง HR) และพนักงานต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน สำหรับหลักการบริหารจัดการ WorkLife Balance ให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรมชัดเจนควรบรรจุนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ คือ
1.ฝ่ายบริหารต้องจริงใจและจริงจังเรื่องการส่งเสริม Work-Life Balance ของพนักงาน โดยมีการกำหนดนโยบายออกมาเป็นรูปธรรม มีการวัดผลที่ชัดเจนผ่านวิธีการต่างๆ เช่น ผลการตรวจสุขภาพกายและจิตของพนักงานอย่างน้อยปีละครั้ง มีการสำรวจความพึงพอใจในงานและระดับความเครียดของพนักงานอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นต้น
2.มีการฝึกอบรมพนักงานเรื่องการดูแลสุขภาพกาย-ใจเป็นระยะๆ อาจมีแพทย์ประจำองค์กรให้ความรู้ให้พนักงานได้พบปะปรึกษาปัญหาสุขภาพกาย-ใจได้ด้วย
3.มีการฝึกอบรมผู้บริหารทุกระดับในเรื่องการบริหารจัดแบ่งงานให้เหมาะสมกับกำลังคน การบริหารเวลา การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้ต้นทุนด้านทรัพยากรและแรงงานที่น้อยลง
4.สร้างบรรยากาศการทำงานที่พนักงานมีความเอื้ออาทร ห่วงใย และมีน้ำใจให้กันและกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ช่วยเหลือกันทำงาน
นับวันเรื่องของ Work-Life Balance ได้กลายเป็นหัวข้อที่พนักงานรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันมากขึ้น และเป็นประเด็นที่คน Generation Y ใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจจะทำงานกับองค์กรใดๆ จึงนับเป็นนิมิตหมายอันดีที่นายจ้างและ HR จะได้เตรียมการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที เพราะในที่สุดผลประโยชน์ย่อมตกอยู่กับองค์กรนั่นเอง







