
ทิม พิธา ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน
หากในแวดวงวรรณกรรมยังไม่คุ้นกับชื่อ ทิม พิธา เท่าไหร่นัก เพราะเพิ่งมีผลงานเขียนเล่มแรก คือ “ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน”
โดย...มัลลิกา
หากในแวดวงวรรณกรรมยังไม่คุ้นกับชื่อ ทิม พิธา เท่าไหร่นัก เพราะเพิ่งมีผลงานเขียนเล่มแรก คือ “ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน” เช่นนั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักกับนักเขียนมือใหม่กันก่อน ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชายหนุ่มวัย 31 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ การเงิน การธนาคาร ภาคภาษาอังกฤษ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และคว้าปริญญาโทถึง 2 ใบด้วยกัน จากคณะการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐ อีกใบคือ ด้านบริหารธุรกิจ ที่ MIT แมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐ ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง นั่งบริหารถึง 2 บริษัทใหญ่ คือ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด และเกรท โอเชียน ฟู้ด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรำข้าวรายใหญ่ของประเทศไทย
ทำความรู้จักกันถึงตรงนี้ คงจะร้องอ๋อ! คุ้นหน้าคุ้นตาคุ้นชื่อนามสกุลขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องร้องอ้าว!! ด้วย ว่าเส้นทางของนักธุรกิจน้ำมันรำข้าวหักเลี้ยวมาสู่เส้นทางน้ำหมึกได้อย่างไร...
เรื่องของเรื่องก็คือ ทางกองบรรณาธิการนิตยสารสุดสัปดาห์ได้ทาบทามให้ ทิม พิธา เขียนเรื่องส่งเป็นตอนๆ ด้วยเล็งเห็นว่า มีหลายๆ มุมในชีวิตของผู้ชายคนนี้น่าสนใจและน่าจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ในขณะนั้นเขาเข้าเรียนระดับปริญญาโทได้เพียงเทอมเดียว แต่ตอนนั้นแม้ ทิม พิธา จะมีความสนใจ เพราะชอบอ่านเขียนเป็นทุนอยู่แล้ว แต่ก็ได้ออกตัวว่า ไม่ถนัดเขียนภาษาไทย และอาจจะใช้คำหรือเรียบเรียงประโยคผิดใจความได้ เพราะไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ยังเด็ก
“ผมหายไป 5 เดือน ทางนิตยสารก็บอกยังไงให้ลองเขียนส่งมาก่อนว่าที่ไปเรียนได้ทำอะไรบ้าง ตอนนั้นผมก็กลับไปเรียนเทอม 2 ก็เลยลองเขียนส่งมา เขียนด้วยลายมือเป็นภาษไทย เรื่องแรกที่ผมเขียนเลยก็คือ ด้านหน้าของฮาร์วาร์ด มีจัตุรัสที่คนบอสตันสร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ และทุกๆ 2 อาทิตย์ ทิม พิธา ก็ส่งต้นฉบับจากประเทศสหรัฐมาถึงประเทศไทย ใช้เวลาอยู่ 2 ปี ตั้งแต่อายุ 28 จนถึง 30 เรียกได้ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เสมือนดึงผู้อ่านเข้าไปสู่ห้องเรียนที่ติดอันดับต้นๆ ของการศึกษาก็ว่าได้ และนอกจากบอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบเจอจากการไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT ทิม พิธา ยังพาผู้อ่านเปิดโลกนอกห้องเรียน ด้วยบุคคลสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น บารัก โอบามา บิล คลินตัน แจ็ก เวลช์ วอร์เรน บัฟเฟตต์ บิล เกตส์ และ คาร์ลอส กอส์น ซึ่งเขาก็ได้ย่อยเคล็ดลับและถ่ายทอดมุมมองของบุคลสำคัญว่า ทำไมพวกเขาเหล่านั้นถึงประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต ในหน้าที่การงาน และร่ำรวยมหาศาล
“การที่เราได้ฟังคนระดับนั้นพูดไม่ได้หาได้ง่ายๆ และในห้องห้องหนึ่งมีคนแค่ 10-20 คน มีโอกาสให้เรายกมือถามตลอด ซึ่งตรงนี้เป็นความรู้ที่หาไม่ได้จากหนังสือ และเราได้แรงบันดาลใจจากคนหนึ่งคนที่มีพลังที่ทำในสิ่งที่เขาเชื่อมั่นได้ขนาดนี้ แต่เรื่องที่เขียนก็จะมีหลากหลาย เพราะผมมีคอนเซปต์ในใจ คือ ความสมดุล เนื้อหาต้องไม่หนักหรือเบาเกินไป หนักไปคนก็เบื่อ เบาไปก็ไม่มีสาระ ดังนั้นผมก็จะเขียนสลับตอนกันไปทั้งเรื่องการเมืองสหรัฐ ท่องเที่ยว กีฬา ที่ผมชอบ”
ทิม พิธา ได้ถ่อมตัวแต่แรกว่าไม่ถนัดเขียนภาษาได้ แต่เอาเข้าจริงหนังสือไม่สนว่าเก่งมาจากไหน นอกจากจะนำเสนอเนื้อหาได้ดีแล้ว ภาษานั้นก็ไม่เป็นไปตามที่เขากังวลเลยแม้แต่น้อย และบรรณาธิการต้นฉบับแทบจะไม่ได้แก้ไขใดๆ เลย ส่วนเหตุผลที่เขาสามารถเขียนออกมาได้ดี เจ้าตัวบอกว่า “ผมได้รับคำแนะนำจาก บก.ว่า เขียนให้จริงใจไว้ก่อน และผมก็คิดเสมอว่า ถ้าเขียนหนังสือก็จะเขียนอย่างที่ตัวเองชอบอ่าน และผมชอบท่องเที่ยว บวกกับคำพ่อเคยบอกว่า เรียนหนังสืออย่าเรียนในห้องอย่างเดียว เรียนนอกห้องด้วย ซึ่งผมก็ทำมาตลอด ดังนั้นเรื่องที่ผมเขียนก็จะเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ได้พบเห็น อย่างการที่เราได้ไปท่องเที่ยว ก็จะเจอคนหลายประเภท หลายวัฒนธรรม แต่ที่หนีไม่พ้น คือ ทุกคนทุกเชื้อชาติทุกชนชั้นมี รัก โลภ โกรธ หลง หมด”
แม้ตอนนี้จะสวมบทบาทเป็นนักธุรกิจเต็มตัว แต่ ทิม พิธา ก็ยังสนใจอยากเขียนหนังสือ “หนังสือเล่มนี้ เป็นช่วงที่ผมเป็นนักเรียน เป็นเรื่องของชายหนุ่ม แต่คนเรามีหลายบทบาท ซึ่งบทบาทการทำงานผมยังไม่ได้เขียน ไม่มีบทบาทของนักธุรกิจหลังจากคุณพ่อเสียไป 6 ปี ผมต้องมาดูแลธุรกิจแทนท่าน พร้อมกับไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ บริหารงานผ่านอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ผมอยากเขียนประสบการณ์ทำธุรกิจตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเป็นกำลังใจเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง เพราะบางคนเห็นเราตอนนี้ก็คิดว่าเราโชคดีประสบความสำเร็จ แต่ผมอยากบอกให้รู้ว่า กว่าผมจะมาถึงวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่ผมไม่ท้อ ผมอายุ 25 กู้เงินเป็น 100 ล้านบาท คนมองว่าเราเด็กจะไหวหรอ เราอายุน้อยก็จริง แต่เราไม่กลัวปัญหา เราใช้ตรรกะ อยากให้กำลังใจกับน้องๆ รุ่นใหม่ที่ไม่มั่นใจในตัวเอง”
ถึงจะมีไอเดียในงานเขียนเล่มต่อไป แต่ ทิม พิธา ก็บอกว่า คงอีกนานกว่าจะได้เขียน เพราะอยากให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ก่อน แต่ตอนนี้กำลังจะมีผลงานรวมเล่มกับนักเขียนอีกหลายคน เป็นหนังสือเกี่ยวกับนิยามมุมมองความรัก ซึ่งเขาก็ได้เขียนเรื่องเสร็จก่อน 7 วัน ที่จะต้องแต่งงานกับ ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ (วันที่ 5 พ.ค. 2555) ในชื่อเรื่องว่า “จดหมายที่ไม่เคยเขียน” โดยนำเสนอความรู้สึกที่มีต่อความรักในรูปแบบตาต่อตา มองให้ลึกลงไปถึงความรู้สึกของทั้งตัวเองและของคู่รัก
“คนเราพอเจออะไรทุกวัน เราก็มองแบบผ่านๆ ไป เลยไม่มีโอกาสที่จะได้คิดหรือรู้สึกกับสิ่งที่เราทำ ผมได้ใช้เวลา 7 คืนสุดท้ายก่อนแต่งงาน มองเหตุการณ์ต่างๆ ให้นิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่วันนี้เราไปช็อปปิ้งอะไรมา กินอะไรมา ซึ่งผมเขียนออกมาได้ประมาณ 4 หน้า”
หนังสือจะวางแผงในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนเรื่องราวความรักที่ ทิม พิธา เขียนถึงนั้นจะเป็นอย่างไรต้องรออ่าน เพราะขนาดเจ้าสาวของเขายังต้องรออ่านๆ พร้อมกับผู้อ่านทุกๆ คน
&<2288;







