
พุทธศาสน์...วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๓)
....(สวดทำนองสรภัญญะ) ต่อไปขอให้ทุกคนนิ่งสงบวางมือลงได้ และให้ตั้งจิตตั้งใจฟังบทสวดตามลำดับ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
....(สวดทำนองสรภัญญะ)
ต่อไปขอให้ทุกคนนิ่งสงบวางมือลงได้ และให้ตั้งจิตตั้งใจฟังบทสวดตามลำดับ บทแรก เป็นการแสดงตนความเป็นชาวพุทธ เรียกว่า สักการะพระไตรสรณคมน์ เพื่อการเข้าถึงเป็นที่พึ่งที่ขจัดภัย คำว่า “ถึง” หมายถึง ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ เป็นที่ขจัดทุกข์ ขจัดภัย ด้วยการถือปฏิบัติตามแนวของพุทธะ... เป็นธรรมเนียมของชาวพุทธ ถ้าเกิดความศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา จะต้องสวดประกาศตนตามบทดังกล่าว สืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นพุทธกาล เป็นบทสวดที่สมัยก่อนเมื่อจะบวชในพระศาสนา สมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่ ก็จะสวดประกาศบทนี้ เป็นการแสดงการเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ เพื่อถึงฐานะพุทธบริษัท ซึ่งสามารถเป็นพระภิกษุหรือเป็นสามเณรได้เลย แม้ความเป็นชาวพุทธของฝ่ายผู้ครองเรือน อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ก็เช่นเดียวกัน
บทนี้ เมื่ออาตมาอยู่ที่อินเดีย จำพรรษาอยู่ที่บนภูเขาคิชฌกูฏ ก็จะสวดเป็นภาษามคธโบราณของชาวชมพูทวีป ซึ่งบอกถึงจิตวิญญาณที่ศรัทธาในพระพุทธเจ้ามากๆ เดี๋ยวจะสวดเป็นภาษามคธโบราณให้ทุกคนฟังเป็นครั้งแรกที่นี่ จะมีพลังมากที่จะเห็นจิตวิญญาณของความเป็นชาวพุทธที่นอบน้อม นุ่มนวล สะอาด และสงบ ให้ทุกคนน้อมจิตฟังตามจะได้ลำดับจิตเข้าสู่ความเป็นสมาธิ...
ที่แสดงตรงนี้เพื่อให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีความประณีต ละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ไม่หยาบ เป็นธรรมะที่ว่าเรื่องของจิตวิญญาณล้วนๆ จึงต้องพัฒนาที่จิต จึงต้องใช้อาศัยธรรมะ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรู้จักควบคุมจิตให้สงบนิ่ง น้อมเข้าสู่ธรรมะ แล้วจะเห็นพลังเกิดขึ้นที่จิต เรียกว่า พลังธรรม พึงลำดับจิตตามในบัดนี้...
....(สวดทำนองมคธโบราณของชาวชมพูทวีป)
ให้ทุกคนสงบ สอดส่องพิจารณาจิตของเรา ก็จะพบเห็นความหมายที่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณ เป็นความรู้สึก มีความรู้สึกว่าเราเคารพนอบน้อม เป็นการถวายความเคารพแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิตวิญญาณ ความนอบน้อมของเราด้วยกาย วาจา ใจ จึงลำดับจิตสู่การปฏิบัติ ที่เรียกว่า การเจริญภาวนา
คำว่า ความนอบน้อม นี้เกิดขึ้นด้วยความสำนึกที่มีความระลึกรู้ชอบ มีสติควบคุมจิต และมีสัมปชัญญะควบคุมกายเพื่อการกระทำอันชอบ ซึ่งตรงกับการปฏิบัติธรรมะโดยการเจริญภาวนาว่า เราต้องการฝึกฝนให้มีสติสัมปชัญญะ เพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ ให้นอบน้อม เพื่อถวายความเคารพแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ความหมาย คือ การทำให้กาย วาจา ใจเรานั้น มีพระคุ้มครองจิต พระคุ้มครองกาย พระคุ้มครองที่วาจา เพราะเราศรัทธาเชื่อมั่นว่า พระดังกล่าวนั้น คือ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลแล้ว สิ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง หมดแล้วซึ่งความทุกข์ทั้งปวง เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว...
พระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักการพัฒนารักษา ซึ่งกาย วาจา ใจ เพื่อเป็นที่ตั้งของการกระทำที่เป็นกุศล เบื้องต้นเราจึงต้องมีศีล เพื่อควบคุมให้กายวาจาเรานั้นไม่ทำความชั่ว และจิตนั้นมีอำนาจธรรมมารักษา เพื่อให้ระลึกอยู่กับความดี จึงสั่งสอนให้เราทั้งหลายรู้จักควบคุมกายกับจิต หรือ กาย วาจา ใจ เราจะเห็นว่า การปฏิบัติธรรมจึงต้องมีวินัยในการควบคุมกาย ควบคุมวาจาใจมากๆ เช่น เราเข้าในห้องฌาน ก็จะต้องสงบนิ่ง ไม่พูดคุย สำรวมระวังในการกระทำ นิ่งสงบ ไม่เคลื่อนไหวตนเองให้เป็นเสียงดัง และจิตต้องมีสติกำกับเพื่อระลึกรู้อยู่ตลอด
จึงมีการควบคุมกายวาจาใจ ก็เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ให้ข้อสังเกตว่าเราควบคุมก่อนเบื้องต้น เมื่อควบคุมได้แล้วจึงพัฒนา แต่จะควบคุมเพื่อพัฒนาได้หรือไม่นั้น จะต้องมีความสำนึกที่ชอบ ถูกต้องตรงธรรม ที่เรียกว่า มีความศรัทธาตั้งขึ้นแล้วในจิตสำนึกของเรา จึงต้องมีคำว่า “ศรัทธา” เกิดขึ้นก่อนที่จะนำท่านมาสู่การกระทำตรงนี้
ความศรัทธา เป็นความเชื่อที่เกิดจากความเข้าใจว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ควรเชื่อควรทำ ความศรัทธา ต้องเกิดจากการเรียนรู้ จนเข้าใจอย่างเป็นเหตุและเป็นผลว่าสิ่งนี้ควรเชื่อ สิ่งนี้ควรทำ กระทำแล้วเป็นประโยชน์อย่างไร ประโยชน์นั้นต้องไม่นำความทุกข์โรคภัยมาให้ ความศรัทธาเกิดขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้เป็นความจริงอันควรแก่การที่จะเชื่อ และนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ ศรัทธาจึงเป็นดุจเหมือนแสงสว่าง เหมือนรุ่งอรุณวันใหม่ของชีวิต
ความศรัทธามี ๓ ประการที่ชาวพุทธต้องเรียนรู้
๑) มีความศรัทธาความเชื่อในเรื่องของกรรมการกระทำว่ามีผล
๒) เชื่อในวิบาก คือผลของการกระทำว่ามีผล
๓) มีความเชื่อว่า เราทั้งหลายสัตว์ทั้งหลาย เป็นสัตว์ที่เกิดมาด้วยอาศัยกรรม
สามข้อนี้ เป็นเรื่องของกฎความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ชาวพุทธถ้าไม่เข้าใจกฎความจริงนี้ หรือกฎแห่งกรรมนี้ ยังไม่ถือว่าเป็นชาวพุทธ กฎแห่งกรรมทำให้ชาวพุทธได้รับการสั่งสอนให้รู้จักการพัฒนาตนเอง พึ่งตนเอง มากกว่าการพึ่งธรรมชาติสิ่งแวดล้อมภายนอก รู้จักสร้างกรรมใหม่ที่ดียิ่งขึ้นไป เพื่อความสำเร็จของความเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ ไม่ไปอิงกรรมเก่า และไม่พะวงกับกรรมใหม่ จนละเลยกรรมในปัจจุบันที่ควรพิจารณากระทำ... ชาวพุทธจึงต้องมีเหตุและมีผล รู้จักพัฒนาตนเองให้มีความสามารถและความรู้ยิ่งขึ้น โดยเข้าใจกฎแห่งกรรม และอาศัยกฎแห่งกรรมนี่แหละ พัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนได้ จึงมีคำสอนว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” แต่ว่าเราอยู่ๆ จะพึ่งตนเอง ก็ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจในความจริงที่เป็นไปในธรรมชาตินี้ จึงต้องพึ่งธรรมะ ชาวพุทธจึงถูกสอนให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ...
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







