
วาทกรรมแห่งดวงดาว เรื่องลวงโลกที่ไม่เคยหยุด
โดย...มัลลิกา
โดย...มัลลิกา
“โลกที่สับสนวุ่นวาย เกิดจากการแทรกแซงของชาติมหาอำนาจมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา การแย่งชิงทรัพยากรที่มั่งคั่งของประเทศอื่นโดยสร้างภาพให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มก่อการร้าย หรือเป็นบุคคอันตรายต่อโลกของเราผ่านสื่อที่มีอิทธิพลสูง จนในที่สุดมหาอำนาจก็มีความชอบธรรมที่เข้าไปยึดประเทศเหล่านั้น และกอบโกยทรัพยากรแบบหน้าด้านๆ และไร้คุณธรรม”
“ธวัชชัย สมคง” ได้เปิดประเด็นถึงการสร้างผลงานที่นำมาจัดนิทรรศการชื่อ “วาทกรรมแห่งดวงดาว เรื่องลวงโลกที่ไม่เคยหยุด”
ศิลปินสื่อสารกับผู้ชมด้วยงานศิลปะเพียง 7 ภาพ ทว่ามีขนาดใหญ่ด้วยเจตนาต้องการให้อารมณ์การดูแบบป้ายคัตเอาต์โฆษณาชวนเชื่อ “ผมเพราะอยากให้มันดูมีพลัง ถ้าเราเขียนลูกระเบิดคืบเดียวมันก็ไม่ได้อารมณ์ และก็ภาพที่มันดูใหญ่ดูเป็นโปสเตอร์ มันก็ดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อด้วย ผมอยากให้อารมณ์มันเป็นคัตเอาต์ใหญ่ๆ เพราะคอนเซบต์มันก็ลวงโลกอยู่แล้ว”
แม้ว่าภาพจะมีขนาดใหญ่ แต่ศิลปินก็ไม่ได้ใส่รายละเอียดจนเต็มเฟรม หากแต่ใช้สัญลักษณ์ที่ผู้คนค่อนข้างคุ้นชิน เช่น ซานตาคลอส เอลวิส เพรสลีย์ รถถัง ลูกระเบิด โดยงานทุกชิ้นจะมีภาพใหญ่นำสายตา ดึงดูดความสนใจไปสู่รายละเอียดยิบย่อยที่ศิลปินบรรจงแต่งแต้มลงในผืนผ้าใบ เช่น ช้อน รองเท้าส้นสูง ปืน กรรไกร เรือ นก เทพีเสรีภาพ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ โดยศิลปินให้เหตุผลถึงสัญลักษณ์เล็กๆ ในภาพ “ทุกอย่างถูกสร้างโดยกรอบของความคิดแบบอเมริกัน เพื่อจะกำหนดวิถีของโลก”
อย่างไรก็ตาม ศิลปินก็ยังเปิดพื้นที่ให้คนดูคิดตามด้วย ซึ่งผู้ชมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับศิลปินก็ได้ ศิลปินเป็นแค่ผู้ตั้งคำถามกับสังคม
“งานชุดนี้เป็นสัญลักษณ์ทั้งหมดเลย ชื่อของผลงานแต่ละชิ้นก็เป็นตามคอนเซปต์ด้วย ผมพูดถึงเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรในโลก เรื่องประเทศมหาอำนาจไปแย่งชิงทรัพยากรประเทศด้อยพัฒนา สัญลักษณ์ก็จะเป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ เช่น ดาว 50 ดวง ก็คือดาวที่อยู่บนธรงชาติสหรัฐ หมายถึงมลรัฐทั้ง 50 รัฐ
อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับอเมริกาโดยตรง แต่เกี่ยวกับมหาอำนาจ เพราะอเมริกาเป็นตัวแทนของมหาอำนาจที่เห็นชัดเจน อาจจะเป็นประเทศอื่นด้วยก็ได้ ก็รวมถึงสหประชาชาติที่ถูกก่อตั้งโดยประเทศมหาอำนาจที่ต้องการผลประโยชน์ โดยเข้าไปแทรกแซงเรื่องการเมืองของประเทศอื่น แล้วก็พูดถึงเรื่องการผลิตอาวุธสงคราม โลกเราไม่สงบสุขเสียที เพราะถ้าสงบสุข อาวุธสงครามก็ขายไม่ได้ มันจึงเป็นที่มาของงานชุดนี้”
ธวัชชัย ได้ใส่นัยลงในสัญลักษณ์อย่าง “ซานตาคลอส” เป็นสัญลักษณ์ของการให้ แต่ไม่รู้ว่าจะให้อะไร แล้วที่ให้ถามผู้รับหรือเปล่าว่าอยากได้ไหม “เหมือนตอนอเมริกาไปจัดการกับอิรัก ได้ถามคนอิรักรึเปล่าว่าเขาต้องการอะไร”
“เอลวิส” ก็เป็นสัญลักษณ์ของเอนเตอร์เทนเนอร์ เป็นผู้ให้ความบันเทิง และเหมือนคนในโลกของภาพยนตร์ซึ่งไม่ใช่ความจริง “ในกลุ่มของผมพวกโซเชียลมีเดีย ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักข่าวต่างประเทศ ว่าคนเกาหลีเชื่อว่าอเมริการะเบิดตัวของตัวเองเพื่อแลกกับบ่อน้ำมัน ผมว่ามันเกิดจินตนาการอะไรขึ้นเยอะจากเหตุการณ์เหล่านี้”
ศิลปินยืนยันว่าแม้จะนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ก้าวร้าวแอนตี้สหรัฐ ดังนั้นงานนี้แม้จะพูดเรื่องใหญ่ๆ แรงๆ แต่รูปทรงและสีสันที่เลือกใช้สีลูกกวาดก็แสดงถึงความนุ่มนวล หรืออาจแฝงตลกร้าย ของหวานเคลือบยาพิษ เสมือนกลลวง
“ตัวผมไม่ได้มองอเมริกาในแง่ลบ ผมว่าอเมริกาก็เหมือนสัญลักษณ์ของการเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านดีด้านไม่ดี และมนุษย์ส่วนใหญ่จะรักษาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราทะเลาะกับเพื่อนสนิท สุดท้ายเราก็จะหยิบข้อเสียของเพื่อนมาพูดว่าเขาไม่ดีอย่างนั้น นี่คือความเป็นมนุษย์เลย อเมริกาเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ถึงพริกถึงขิง”
ธวัชชัย ปิดท้ายถึงนิทรรศการของเขาว่า “ผมคิดว่าศิลปะน่าจะมีหน้าที่สื่อสารกับสังคมด้วย ไม่ใช่แค่ว่าเราเห็นความงาม แล้วเราเอามาส่งต่อ แต่เราควรเป็นกระบอกเสียง แล้วอีกอย่างผมไม่ได้แอนตี้อเมริกา แต่ผมคิดว่าความจริงเป็นสิ่งที่น่าจะพูดได้ เช่น มหาอำนาจไปจัดการ ซัดดัม ฮุสเซน ข้อหาครอบครองนิวเคลียร์ แต่พอซัดดัมตาย สุดท้ายก็หาไม่เจออยู่ดี แต่คนก็เลี่ยงที่จะพูดถึงมหาอำนาจ เพราะมหาอำนาจทรงอิทธิพลมาก
ผมแค่อยากเปิดประเด็นให้คนคิดต่อในมิติอื่น ผมก็ไม่ได้เป็นคนต่อต้านอะไรมาก ผมก็ไปอเมริกา และชมชอบวัฒนธรรมของอเมริกาเยอะแยะ แต่แนวทางการเมืองระหว่างประเทศของเขามันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ แต่ผมก็อยากจะสื่อว่า อเมริกาไม่ใช่นักบวช เป็นเพียงมนุษย์ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง แล้วก็รักษาผลประโยชน์ให้ประเทศตัวเอง”
นิทรรศการ “วาทกรรมแห่งดวงดาว เรื่องลวงโลกที่ไม่เคยหยุด” จัดแสดงจนถึงวันที่ 16 มิ.ย. ณ นัมเบอร์วัน แกลเลอรี่ ชั้น บี1 ตึกสีลมแกลเลอเรีย







