
ความหลงใหล หมายเลข 5
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
หนูดีเพิ่งกลับมาจากเกาหลีค่ะ เป็นเมืองที่ฮิตมากๆ ทีเดียวสำหรับคนไทย และเพื่อนๆ ชาติเอเชียในช่วงนี้ หนนี้ นอกจากพาแม่ไปเที่ยวแล้ว สิ่งที่ตั้งใจไปทำก็คือไปอวยพรวันเกิดเพื่อนสนิทชาวเกาหลี “ฮียุน” ที่เรียนจบจากฮาร์วาร์ดมาด้วยกัน
เวลาไปประเทศไหนที่เรามีเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่น ก็เหมือนเขาจะเป็นถนนสายบายพาสให้เราเข้าถึงวัฒนธรรมและแหล่งที่เที่ยวของชาวโลคัลได้อย่างรวดเร็ว หนูดีเองก็คอยถามฮียุนเสมอๆ ถึงทัศนคติของชาวเกาหลี วิธีใช้ชีวิต วิธีการกิน วิธีการทำงาน รวมถึงเรื่องเงินเดือนขั้นต้นของเด็กจบใหม่ ภาษีที่พวกเขาต้องจ่าย ทัศนคติเรื่องการมีแฟน การแต่งงาน ฯลฯ เพราะแค่ไปเที่ยวแบบนักท่องเที่ยวอย่างเดียว ก็คงได้ประสบการณ์แค่มิติเดียวเท่านั้น นี่เลยถือโอกาสทำวิจัยคร่าวๆ แบบสนุกๆ
หนูดีกับฮียุนไปพบกันที่ฮาร์วาร์ด ในวิชา “Qualitative Research” หรือ “งานวิจัยเชิงคุณภาพ” สอนโดยอาจารย์ชื่อ Vanessa Fong เป็นสาวชาวจีน ที่ได้สอนในฮาร์วาร์ด เพราะเธอเลือกทำงานวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอก เรื่อง “การมีลูกคนเดียวของครอบครัวชาวจีนแผ่นดินใหญ่” ว่ามีผลกระทบอย่างไรกับวิถีชีวิต และวิธีการเลี้ยงลูกของพวกเขา สิ่งที่เธอค้นพบนั้น น่าตื่นเต้นมาก และทำให้พวกเราเข้าใจคนจีนในรุ่นนี้มากขึ้นว่า “ทำไมเขาเก่งกันจัง” เธอนำผลงานวิจัยมาเขียนเป็นหนังสือที่อ่านไปก็เสียวไส้ไปชื่อ Only Hope หรือ “ความหวังเดียว” เพราะพ่อแม่ชาวจีนมี “ความหวังเดียว” เท่านั้น ถ้าลูกคนนี้เขาเลี้ยงพลาด เขาจะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย ดังนั้น เด็กๆ จะกดดันมากที่ต้องเรียนให้เก่ง ต้องสอบเข้ามัธยมดีๆ ให้ได้ ต้องเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้ และพ่อแม่ก็เหมือนมีประสบการณ์ร่วมไปด้วยตลอด เพราะต้องช่วยลูกท่องหนังสือ ซีรอกซ์งาน แถมวันสอบ พ่อแม่ก็ยังไปนั่งรอ ยืนรอกันหน้าห้องสอบจำนวนมาก มีภาพหนึ่ง Prof. Fong ถ่ายรูปมา เห็นแล้วอึ้งเลยค่ะ เป็นภาพหน้าตึกสอบของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ฝนกำลังตกหนัก และมีพ่อแม่เป็นร้อยๆ คน ยืนกางร่มอยู่แบบตัวเปียกปอน เพราะฝนลงหนักจริงๆ แต่เขาก็ไม่หนีไปไหน ทางตึกก็ไม่ให้เข้า เพราะเด็กๆ กำลังสอบ แต่เขาก็ไม่ทิ้งลูก คือ ประมาณออกมาจากห้องสอบต้องได้เห็นหน้าพ่อแม่ทันที เห็นความทุ่มเทของพ่อแม่ที่มี “ความหวังเดียว” แล้ว ก็ได้แต่อึ้งและทึ่ง อาจารย์ฟงบอกว่า เด็กพวกนี้ได้นอนกันคืนละ 34 ชั่วโมงเท่านั้น พอรู้ว่า อาจารย์ฟงเรียนฮาร์วาร์ดแล้วได้นอนคืนละ 8 ชั่วโมง พวกเด็กๆ งงกันมาก ว่าเป็นไปได้อย่างไร
เรียนมาด้วยกันแบบนี้ ฮียุนก็เลยไม่งงที่หนูดีถามคำถามประมาณงานวิจัยเชิงคุณภาพกันเลยทีเดียว เพราะคนไทยอย่างเราก็มีคำถามเกี่ยวกับคนเกาหลีมากมาย
แต่เรื่องที่ทำให้หนูดีเห็นภาพได้มาก มี 2-3 เรื่องค่ะ เรื่องแรกก็คือ ฮียุนจำได้ว่า หนูดีชอบทานไก่ตุ๋นโสมมาก คราวที่แล้วไปร้านเล็กๆ ทริปนี้เธอจัดพาไปร้านใหญ่ มีคนเข้าคิวล้นออกมาตามถนนนอกร้าน เข้าไปแล้วเป็นบ้านไม้โบราณแบบเกาหลี หอมกลิ่นซุปร้อนๆ กรุ่นทั่วร้าน เมื่อนั่งลง ไม่ต้องคิดอะไรมาก สั่งได้แค่ไก่ย่างหรือไก่ตุ๋นโสม เห็นคนมากมาย ราคาอาหารก็ไม่ถูก แถมราคายังขึ้นแบบรายวันค่ะ เพราะว่านักท่องเที่ยวมาแบบกระจาย หนูดีเลยถามฮียุนว่า โอ้โห เขาไม่จ่ายภาษีเพียบเลยหรือนี่ ฮียุนตอบว่า ไม่หรอก เพราะว่าบรรดา SME ของเกาหลีหัวหมอมาก ถ้าเป็นร้านขายดีแบบนี้ เขาจะรับเงินสดเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถระบุรายได้ที่แท้จริงได้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีต้องพยายามคิดวิธีมารับมือ ในที่สุดเมื่อ 2-3 ปีก่อน รัฐบาลจึงออก Cash Card ออกมาให้ประชาชนทุกคนถือติดตัวไว้ หากไป “จ่ายเงินสด” ที่ไหน ต้องให้มีการรูดการ์ดเพื่อยืนยันการจ่ายเงิน และสามารถนำมาเป็นส่วนลดภาษีส่วนบุคคลได้ ทำให้คนนิยมใช้กันมาก และร้านก็โกงได้ยากขึ้น งานนี้ส่งผลให้ต่อปี รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มได้หลายพันล้านทีเดียว
อีกเรื่องหนึ่งที่รู้แล้วงง ก็คือ เช้าวันหนึ่ง ฮียุนตามมาเที่ยวกับหนูดีไม่ได้ เธอจึงบอกว่าให้หนูดีไปทานอาหารเช้าที่ร้านชื่อ Passion 5 บนถนนฮันนัมดง ใกล้เส้นอิแทวอน เชื่อไหมคะ หนูดีเปลี่ยนแท็กซี่ไป 2 คันยังหาร้านไม่เจอ แต่เธอบอกว่ามันคือสวรรค์ของคนรักการกิน มีทั้งเบเกอรี สลัด ชีสเค้ก พาสตา ฯลฯ ในที่สุด ถามคนไปมา ก็ไปเจอร้านจนได้ แอบอยู่ในตึกสีดำสนิท มีชื่อเล็กๆ เขียนอยู่หน้าลิฟต์เท่านั้น แต่เชื่อไหมคะ เปิดเข้าไปเหมือนเข้าไปในเรื่องชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลตเลยค่ะ หอมหวลและขนมอบมากมายแบบลายตา เป็นสวรรค์จริงๆ อยากให้เมืองไทยมีร้านแบบนี้บ้าง พออีกวันไปบอกฮียุนว่า หนูดีหาร้านยากมาก เธอรีบขอโทษทันทีว่า “ลืมบอกไป เพราะร้านแบบนี้ คนเกาหลีจะไม่ชอบให้นักท่องเที่ยวมา ไม่ชอบให้นักท่องเที่ยวรู้ อยากให้มีแต่คนเกาหลีเท่านั้น ก็เลยจะไม่มีป้ายชื่อร้าน แล้วไปเปิดแอบๆ ในตึกใหญ่เพื่อให้หายาก ให้มีแต่คนโลคัลเท่านั้นที่มาได้” พอถามว่าทำไมไม่ชอบให้นักท่องเที่ยวเข้ามาล่ะ เธอบอกว่าเพราะนักท่องเที่ยวชอบทำเสียงดัง แต่งตัวมอๆ และหิ้วของรุงรัง ทำให้บรรยากาศร้านเสีย พอเข้าไปดู ก็จริงค่ะ เพราะมันเป็นร้านเดต มีแต่หนุ่มสาวแต่งตัวสวยๆ คุยกันเบาๆ จุ๋งจิ๋ง ได้ยินแบบนี้ หนูดีเลยยิ่งต้องระวังเวลาเดินทาง แต่พอนึกถึงร้าน “ความหลงใหลหมายเลข 5” หรือ Passion 5 นี้ หนูดีเลยนึกถึงวิธีการเที่ยวแบบได้เห็นลึกๆ จริงๆ ว่า คนพื้นเมืองทานอะไร อยู่อย่างไร และคิดอย่างไรกับเรานี่ ดีจริงๆ นะคะ นอกจากรู้สึกว่า Exclusive แล้ว เรายังได้ระวังตัวด้วย ไม่ทำตัวให้เขาต้องอึดอัดรำคาญหากเราไปเยือน
ส่วนในวันหยุดสุดสัปดาห์หน้า วันที่ 9 มิ.ย. เวลา 14.30-16.30 น. ที่ห้องสมุดบ้านอารีย์ น้องๆ กลุ่ม Book Lover Club Thailand จะจัดงานเสวนา โดยมีหนูดีไปแบ่งปันเรื่องสมองและงานเขียนค่ะ หากใครสนใจไปร่วมสนุกกัน สมัครไปได้ที่เฟซบุ๊กตามชื่อนี้ คนรักหนังสือ ไม่น่าพลาด เพราะกลุ่มนี้เขาเชิญนักเขียนสลับสับเปลี่ยนกันมาเป็นประจำ เด็กรุ่นใหม่รุ่นนี้ น่าทึ่งจริงๆ ค่ะ







