
ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว ทำด้วยใจไม่มี (คำว่า) เบื่อ
เภสัชกรหญิง ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเลข
เภสัชกรหญิง ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ถือเป็นเภสัชกรหญิงที่มีบทบาทในด้านแพทย์แผนไทยที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในเวลานี้ จากการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีนโยบายจะทำโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยเป็นการเฉพาะ และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ซึ่งเดิมเป็นหน่วยงานของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สถานที่ที่เธอทำงานได้ถูกโอนไปสังกัด สธ.
ภญ.ผกากรอง หรือ “สอง” อดีตเป็นผู้จัดการวิทยาลัยแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร แต่เมื่อวิทยาลัยโอนไปสังกัด สธ. เธอก็ได้นั่งตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และชื่อของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางในวงการแพทย์แผนไทย แม้จะด้วยวัยแค่ 30 ต้นๆ แต่ว่ามุมมองและแนวคิดในการพัฒนาในด้านการแพทย์แผนไทยของเธอก้าวหน้า
สอง บอกว่า ทุกโรงพยาบาลของ สธ.มีการบริการด้านแพทย์แผนไทยก็จริง แต่เป็นส่วนเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร อีกอย่างเวลาผลิตแพทย์แผนไทยแล้วก็ไม่ค่อยมีผลงาน ด้วยเหตุนี้ทาง สธ.จึงมีนโยบายทำโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยที่มีระบบเชื่อมโยงกันได้กับแผนปัจจุบันและให้บริการครอบคลุมทุกโรค แต่พอทำแล้วก็ขาดหมอที่มีประสบการณ์และความรู้ในการถ่ายทอดวิชา
การที่เธอพูดเช่นนี้ไม่ใช่ปรามาสความรู้ความสามารถของแพทย์แผนไทย ทว่าเธอยอมรับว่าแพทย์แผนไทยมีความรู้และมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ แต่ว่าปัญหาที่เห็นคือการถ่ายทอดความรู้มายังผู้เรียนยังไม่ดีพอ เธอจึงได้คิดโครงการหนึ่งขึ้นมาเพื่อส่งแพทย์แผนไทยไปเรียนที่ประเทศอินเดีย
“จริงแล้วแพทย์แผนไทยมีประสบการณ์และรักษาคนไข้ได้นะคะ แต่ว่าพอมาสอนเด็กๆ แล้วมักจะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจไม่ค่อยได้ บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดยังไงเด็กจะเข้าใจได้ง่าย สองจึงได้ร่วมกับหมอท่านหนึ่งใน สธ. ทำโครงการความร่วมมือไทยอินเดีย ด้วยการส่งแพทย์แผนไทยไปเรียนที่โรงพยาบาลการแพทย์อายุรเวทที่ประเทศ-อินเดีย โดยขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และก็ได้รับการสนับสนุนด้วยดี”
เภสัชกรหญิงนักพัฒนา กล่าวว่า ตอนนี้ชุดแรกผ่านไปเรียบร้อย ยังเหลือชุดสองซึ่งเป็นกลุ่มผดุงครรภ์ โดยจะอบรมในช่วงเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเธอจะเดินทางไปเป็นล่ามด้วย และเมื่อเสร็จสิ้นโครงการก็ต้องทำรายงานต่อ สสส.ต่อไป
ด้านงานที่รับผิดชอบในปัจจุบันของเธอ ได้แก่ การศึกษาและฝึกอบรมทางการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรในโรงพยาบาลเธอเป็นคนที่รับผิดชอบ สองคือเรื่องการวิจัย ทั้งวิจัยเรื่องนวด ยาสมุนไพร การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และหนึ่งงานวิจัยที่น่าภูมิใจของเธอ คือ งานวิจัยประสิทธิภาพของครีมพริกอภัยภูเบศรเทียบกับยา Diclogenac Gel ในการบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยเข่าเสื่อมระยะรุนแรงน้อยถึงปานกลาง และงานสุดท้าย คือ งานนิทรรศการที่ออกไปให้ความรู้และแก้ปัญหาให้กับชุมชน
สำหรับตำแหน่งรักษาการรองผู้อำนวยการ เธอดูแลในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลและช่วยในเรื่องของวิชาการ เช่น การทำหลักสูตรและปรับปรุงหลักสูตรของวิทยาลัย โดยมี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรผู้ช่วยกับหลักสูตรวิชาชีพนวดไทย และหลักสูตรปริญญาตรีร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา ตอนนี้ผลิตบัณฑิตไปแล้ว 3 รุ่น
เธอบอกว่า แม้งานที่ทำจะเหนื่อยบ้าง แต่ก็มีความสุข เพราะเป็นงานที่ทำด้วยใจจริงๆ เพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น ซึ่งเมื่อก่อนอาจไม่ได้เห็นความสำคัญข้อนี้ แต่ตอนนี้ยอมรับว่าเป็นงานที่สนุก ทำแล้วมีความสุข และไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อย







