posttoday

กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554 อดีตที่มีไว้ให้ ‘จำ’ และมีไว้ให้ ‘ลืม’

28 พฤษภาคม 2555

โดย...จตุรภัทร หาญจริง / ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

โดย...จตุรภัทร หาญจริง / ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เมื่อคุณเข้าร้านหนังสือ เพื่อจะหาหนังสือดีๆ มาอ่านสักหนึ่งเล่ม คุณคิดว่าหนังสือเล่มไหนที่เหมาะแก่การอ่านมากที่สุดในตอนนี้?

นี่อาจเป็นการตั้งคำถามที่ตอบได้ยากเหลือเกิน แม้กระทั่งย้อนกลับมาถามตัวผมเอง จวบจนกระทั่งเมื่อผมได้เข้าร้านหนังสือในบ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ผมพบรักกับหนังสือเล่มหนา หนัก และใหญ่เล่มหนึ่ง เมื่อเข้าไปสัมผัสและเรียนรู้กับหนังสือเล่มนี้ได้ไม่ถึง 10 นาที ผมกลับมองข้ามความหนา ความหนัก และความใหญ่ของมันโดยสิ้นเชิง และผมก็ได้คำตอบแล้วว่าหนังสือเล่มไหนที่เหมาะแก่การอ่านในตอนนี้มากที่สุด

“กาลานุกรมสยามประเทศไทย 2485-2554” หรือ “Timeline Thailand 1942-2011” คือหนังสือเล่มที่ผมกล่าวถึง เมื่อผมไล่สายตาดูว่าใครกันหนอหาญกล้าทำหนังสือหนาหนักใหญ่ และใช้ความพยายามรวบรวมเรื่องราวในอดีตไว้ได้ถึง 70 ปี (ผมคิดว่านี่เป็นงานหนักที่หนักยิ่งกว่าน้ำหนักของหนังสืออยู่มากโข) และผมก็ค้นพบว่าท่านผู้นั้นคือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 อีกทั้งท่านยังเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว

“สำหรับหนังสือเล่มนี้ ผมได้คัดสรรและรวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสยามประเทศไทยในอดีตย้อนหลังไปรวม 70 ปี โดยใช้วิธีการแบบพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ มีเนื้อหาข่าวมากกว่า 1,000 ข่าว พร้อมภาพประกอบจากศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และบทตามว่าด้วย ‘บันทึกสยามประเทศไทย’

สำหรับแนวคิดในการจัดทำหนังสือเล่มนี้มาจากหนังสือ Chronicle of Thailand ฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ได้ร่วมกับสำนักพิมพ์อีดีเอ็ม จัดทำขึ้นเมื่อปี 2552 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดทางภาษาที่ทำให้ชาวไทยที่สนใจบางส่วนไม่สามารถเข้าใจได้ จึงเห็นสมควรจัดทำฉบับภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านชาวไทยได้มากขึ้น ด้วยการคัดสรรและเรียบเรียงเนื้อหาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมและทันสมัย”

การคัดสรรเรื่องราวในอดีตเพื่อรวมเล่มเป็นหนังสือเล่มนี้ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวว่า มีจุดเน้นอยู่ที่ประวัติศาสตร์สังคมและการเมือง นี่คือความหนักแน่นที่หนังสือเล่มนี้ที่ใช้อธิบายอดีตของเมืองไทยในรอบ 7 ทศวรรษที่ผ่านมา

“นี่คือช่วงของกาลเวลาที่ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองสมัยใหม่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและกลิ่นอายสำคัญๆ ทางสังคมและการเมืองของหัวข้อประเด็นข่าว

เราใช้รูปแบบการจัดวางพิเศษ คือ จับความสำคัญของแต่ละช่วงออกมาไล่เรียงตามลำดับเวลา กระชับย่นย่อเรื่องราวที่ซับซ้อนมากมายจากอดีตสู่ปัจจุบัน

เราพยายามลดทอน ย่อ สรุปให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ให้ประเด็นเนื้อหาเหล่านี้สามารถนำไปศึกษาพัฒนาต่อยอดได้ ให้หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือที่รวมเรื่องอดีตที่ไว้เพียงเพื่อ ‘จำ’ แต่เพื่อมิให้ ‘ลืม’ อีกด้วย พร้อมทั้งเพิ่มความรู้ความเข้าใจกับการกล่าวถึงสิ่ง ‘เหตุการณ์’ กับ ‘อดีต’ ที่ถูกละเลย ลืม และตกสังเกตเข้าไว้ด้วย”

จุดเด่นอีกประการของหนังสือเล่มนี้ คือ ระบบการบันทึกและเปรียบเทียบควบคู่เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยภาพประกอบ เช่น แสตมป์ที่ออกในแต่ละปี กับปฏิทินสงกรานต์ (ซึ่งเป็นของรักของสะสมของ ดร.ชาญวิทย์) และเรื่องเด่นๆ ของโลก เพื่อทำให้เรื่องราวของสยามประเทศไทยทวีความชัดเจนขึ้น และให้อยู่ในบริบทของสากล ของโลกกว้าง โดยไม่ปิดล้อมตนเองไว้เพียง “แผนที่” อันคับแคบของ “ขวานทอง” และจำกัดอยู่กับ “ความเป็นไทย” ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

“ผมเชื่อว่าความทรงจำแห่งอดีตที่ถูกนำมาร้อยเรียงผ่านหน้ากระดาษนี้ จะช่วยเก็บประเด็น ‘ประสบการณ์’ ของสยามประเทศไทยของเราที่ได้เดินทางผ่านกาลเวลามาตลอด 70 ปี ที่มีมากกว่าความถูกหรือผิดแต่เพียงด้านเดียว ให้กลายเป็น ‘เหรียญทั้งสองด้าน’ ให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ ให้เป็นข้อขบคิดที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในด้านที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองของ ‘เมืองไทย’ และ ‘คนไทย’ ให้เป็นมากไปกว่าการระลึกความหลัง

และที่สำคัญคือ ให้สนุกไปกับการติดตามพัฒนาการความเป็นไปที่เกิดขึ้นในสยามประเทศไทย ตามเงื่อนไขของกาลเวลาและปัจจัยต่างๆ ที่แม้เราจะชอบหรือไม่ชอบ ก็เลือกและ/หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อที่เราๆ ท่านๆ จะได้เรียนรู้และสร้างสมปัญญาร่วมกัน สมดังพุทธภาษิตที่ว่า ‘นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา’ หรือ ‘แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี’ ”

เมื่อพลิกหน้ามาจนถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ ผมพบข้อความหนึ่งซึ่งชวนให้เราฉุกคิดถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ได้ดีเหลือเกิน ข้อความนั้นกล่าวไว้ว่า

ถาม ประวัติศาสตร์ คือ อะไร

ตอบ ประวัติศาสตร์ คือ เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต

ถาม เหตุการณ์ในอดีตมีไว้ทำอะไร

ตอบ เหตุการณ์ในอดีตมีไว้ให้ “จำ”

และมีไว้ให้ “ลืม” (อีกด้วย)

ถาม ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่ออะไร

ตอบ ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อเป็น “บทเรียน”

ถาม ไม่เรียน ไม่รู้ ประวัติศาสตร์ไม่ได้หรือ

ตอบ ได้... แต่... ถ้าไม่เรียน ไม่รู้ ประวัติศาสตร์

ก็ตาบอดไปแล้วข้างหนึ่ง แต่ถ้าเรียน ถ้ารู้

แล้วเชื่อประวัติศาสตร์สุด ๆ ก็ตาบอดทั้งสองข้าง...

หากคุณอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยในรอบ 70 ปี ที่ชวนให้คุณอึ้ง ทึ่ง และได้ความรู้ไปในตัว หนังสือเล่มนี้คือคำตอบสุดท้าย และคุณทั้งหลายไม่ควรพลาด

 

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?