
พุทธศาสน์...วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๐)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ที่ตั้งประชิดอยู่หน้าวัดฝ่าเหมิน ซึ่งสร้างได้อย่างสวยงามมาก แต่มิได้อยู่ในอำนาจการปกครองของวัดฝ่าเหมิน จึงเป็นเรื่องที่แปลกมากในกรณีดังกล่าว
เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์นั้นดั้งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ สถูปเจดีย์ในเขตวัดฝ่าเหมิน เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาที่ดูแลรักษาโดยวัดฝ่าเหมิน แต่กลับกลายเป็นต้องยอมมอบให้องค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่นไปรักษาดูแลในเขตนอกวัด โดยวัดฝ่าเหมินไม่ได้มีโอกาสในการดูแลรักษา ยกเว้น ๓ ชิ้นที่ทำเลียนแบบ เจ้าอาวาสรุ่นเรา! จึงกล่าวกับพระลูกวัดเป็นทำนองปลอบใจกันเองว่า... ถ้าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่แท้จริงเป็นพระอาทิตย์... พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ๓ ชิ้น ที่ทำเลียนแบบขึ้น ก็จะต้องเป็นพระจันทร์ สามารถรับพลังอันศักดิ์สิทธิ์มาประจุไว้ได้เสมอเหมือนพระอัฐิของแท้ทุกประการ...
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ทำให้อาตมาชักมึนๆ เซ่อๆ แต่ไม่ถึงกับจับโง่ เมื่อหวนคิดถึงพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่อ้างว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เคยมาประดิษฐานที่พุทธมณฑล โดยรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของงานดังกล่าว มีประชาชนจำนวนมากมายหลายล้านคนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบสักการบูชา อาตมาจำได้ว่ามีพระภิกษุจีนหลายรูปนั่งอารักขาเฝ้าดูแลพระอัฐิธาตุดังกล่าว ถึงตรงนี้ก็ได้แต่คิดว่าคงจะเป็นพระอัฐิธาตุอันจริงแท้ ปัจจุบันดูแลโดยองค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่น... แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในบุญกุศลนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเราท่านทั้งหลาย ที่หากน้อมโน้มด้วยความศรัทธาอันชอบโดยธรรม มีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการถวายสักการะ บุญกุศลนั้นย่อมไม่มีประมาณ แม้ว่าจะไม่ปรากฏมีพระอัฐิธาตุเลยก็ตาม... เพราะความสำเร็จทั้งปวงนั้นย่อมอยู่ที่จิตดวงเดียว ซึ่งจิตดวงนั้นต้องมีเจตนาอันแน่วแน่ในการดำริคิดพิจารณา เพื่อนำไปสู่การกระทำทางกายวาจา...
เช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วแห่งศรีลังกา ที่อาตมาเคยเดินทางไปกราบสักการะมาหลายครั้ง ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เมืองแคนดี้... ด้วยอาศัยความเป็นพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์แห่งพระสงฆ์ศรีลังกา สยามวงศ์นิกาย อาตมาจึงพยายามเข้าใกล้พระเขี้ยวแก้วหลายครั้ง เพื่อจะได้กราบสักการะอย่างใกล้ชิด แต่ดูเหมือนมีอะไรปิดๆ อยู่... ซึ่งแรกก็ไม่รู้ว่าคืออะไร... และเมื่อมาอ่านร่องรอยประวัติศาสตร์ของศรีลังกาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาในเส้นทางเสด็จประพาสศรีลังกาของพระเจ้าแผ่นดินไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เคยมีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เพื่อฉลองพระศรัทธาของพระองค์ที่มีต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ได้รับการปฏิเสธจากคณะผู้ดูแล... ประจวบกับการอ่านเรื่องราวที่บาทหลวงของศาสนาคริสต์ท่านหนึ่งได้อาศัยอำนาจการเมืองทำลายพระเขี้ยวแก้ว โดยใช้ครกตำละเอียดเป็นผุยผง เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานบันทึกไว้ในประวัติพระเขี้ยวแก้วฉบับของศรีลังกา แต่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพียงพระเขี้ยวแก้วปลอมที่ทำขึ้นใหม่ และวัดส่งให้กับบาทหลวงไปตามคำสั่งของผู้ปกครอง ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศศรีลังกาถูกปกครองด้วยประเทศอังกฤษอยู่... ซึ่งนับว่าเป็นไหวพริบปฏิภาณของฝ่ายศรีลังกา จึงทำให้พระเขี้ยวแก้วยังคงประดิษฐานอยู่ในผอบเล็กๆ ที่ทำขึ้นด้วยงาช้าง และมีพระเขี้ยวแก้วฝังอยู่ในงาช้างที่ครอบด้วยพระเจดีย์แก้ว ดังรูปภาพที่ปรากฏกันให้เห็นโดยทั่วไป... ตำนานเรื่องพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกามีความพ้องกับตำนานเรื่องพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ของวัดฝ่าเหมินแห่งนครซีอานโดยบังเอิญ... จึงให้ต้องพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกหลายตลบ เพื่อทำหมายเหตุไว้ในใจเช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา... ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่าเพิ่งด่วนสรุปเป็นอย่างอื่น จนกว่าจะรู้แจ้งโดยธรรมที่ประจักษ์ชัดแจ้งตามธรรม...
หากจะถามว่าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์วัดฝ่าเหมิน เป็นพระบรมธาตุของพระพุทธองค์หรือไม่... เรื่องนี้คงตอบยาก แล้วแต่ความศรัทธาก็แล้วกัน เพราะไม่มีเค้ามูลในการนำสืบ เว้นแต่ความเป็นมงคลที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวว่าสถูปพระเจดีย์ในวัดฝ่าเหมินซื่อได้ถูกทำลายลงจากธรรมชาติ ด้วยฝนตกหนักมากในคืนดังกล่าว ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาพอดี จึงให้เห็นความเป็นพุทธนิมิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อันนำไปสู่การค้นพบข้อนิ้วพระหัตถ์ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจากเครื่องสักการบูชาภายในที่พระเจ้าแผ่นดินจีนในยุคนั้นๆ ได้จัดทำถวายบูชาอย่างประณีต ควรแก่การถวายบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ ชิ้น ที่ปัจจุบันปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตวัดฝ่าเหมิน... จึงไม่ควรคิดสงสัยเป็นอย่างอื่นให้เปล่าประโยชน์ไปเลย...
เสร็จสิ้นการจาริกแสวงบุญในนครซีอาน ประกอบการเจริญภาวนาทุกค่ำคืน อาตมาก็ได้ฤกษ์สะดวกขึ้น รถไฟหัวจรวด (Bullet Train) จากนครซีอานสู่นครลั่วหยาง ที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดนครเจิ้งโจว แห่งมณฑลเหอหนาน เพื่อเดินทางสู่ภูเขาซงซาน อันเป็นที่ตั้งของวัดเส้าหลิน เดี๋ยวค่อยเล่าต่อว่า อาตมาเดินทางมาวัดเส้าหลินแห่งหุบเขาซงซานทำไม... มาแล้วได้อะไรบ้าง...
(ติดตามตอนต่อไป)







