
พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง ตอน 2
การเจริญสติ หมายถึง การนำเอาพลังงานของจิตและกายมาผนึกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
การเจริญสติ หมายถึง การนำเอาพลังงานของจิตและกายมาผนึกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อกายและจิตถูกผนึกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน พลังงานชนิดหนึ่งซึ่งจะมาพร้อมกับความตื่นรู้ หรือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จะเกิดขึ้น ความรู้ตัวทั่วพร้อมนี้ มีลักษณะพิเศษ คือ จะทำให้ปัจเจกบุคคลเกิดความกระจ่างชัดในตัวเอง จิตใจจะแจ่มกระจ่างสว่างใส ไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญาจะเรืองรอง ความรู้สึกสดชื่นรื่นเย็นจะอุบัติขึ้น และความตื่นตัวต่อปัจจุบันขณะ ณ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ขณะจิตนี้ จะปรากฏตัวออกมาอย่างชัดเจน คนที่มีสติตื่นเต็มตัวอยู่อย่างนี้ จะเป็นคนที่ไวต่อความคิด ไวต่อคำพูด ไวต่อการกระทำ ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว จะมีพลังแห่งความตื่นรู้ ตื่นตัว คอยกำกับอยู่ และดังนั้น เขาจึงกลายเป็นบุคคลที่ปราศจากความรุนแรงอย่างสิ้นเชิง เนื่องเพราะพลังงานแห่งความตื่นรู้พิเศษนี้จะไม่ปล่อยให้เขาปรุงแต่งจิตใจไปในทางลบหรือในทางทำลายเลย คนที่มีสติอยู่เสมอ จึงเป็นบุคคลแห่งสันติภาพ หากเรามีบุคคลที่เจริญสติกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง พลังงานแห่งสันติภาพก็อยู่ตรงนั้นแล้ว และจากสันติภาพส่วนบุคคลนี้เอง เมื่อรวมกันเป็นพลังแห่งสันติของหมู่คณะก็จะกลายเป็นกลุ่มก้อนแห่งพลังสันติภาพมวลรวมที่ช่วยให้โลกนี้มีสันติภาพ
ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้เอง เราจึงกล่าวได้ว่า “สันติส่วนบุคคล คือ รากฐานแห่งสันติภาพสากลของโลก” การฝึกเจริญสติเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างวันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แค่เพียงเราเพียรกลับมาตามดู ตามรู้ ตามสังเกต ลมหายใจเข้าออกของเราบ่อยๆ ทำอย่างผ่อนคลาย สบายๆ ว่างเมื่อไหร่ก็ทำได้ เพียงแค่ตามดู ตามรู้ และสังเกตลมหายใจที่กำลังไหลเข้า ไหลออก ของเราอย่างเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากการแทรกแซง จดจ่อ เพ่งจ้อง เราเพียงแค่ดู แค่รู้ แค่สังเกต เหมือนยืนมองดูสายน้ำที่กำลังรินไหลโดยปราศจากความคิดที่จะกระโดดลงไปแหวกว่าย แค่ดูเฉยๆ เพียงแค่นี้จริงๆ เราจะพบความจริงที่แสนมหัศจรรย์ว่า ลมหายใจของเราจะค่อยๆ แผ่วเบา ผ่อนคลาย ช้าลง และประณีตขึ้น จากนั้นความเบาสบาย ความสดชื่น ความผ่อนคลายหายตึงเครียดจะเป็นดั่งลูกคลื่นน้อยๆ ที่ก่อตัวขึ้นมาคลี่คลุมกายและใจของเรา พร้อมกับความเบาสบายนี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความสดชื่น รื่นเย็น เบาสบาย ปีติสุข
หากเราหล่อเลี้ยงสภาวะเช่นนี้ไว้ทุกต้นชั่วโมง ภายในหนึ่งวัน เราจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ใจของเราสงบ วาจาของเราสงบ กายของเราสงบ โลกรอบๆ ตัวเราก็สงบ พร้อมกับความสงบก็คือ ความสุข ความเบาสบาย ภาวะอย่างนี้เอง คือ สันติภาพระหว่างวันที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
หากเราหล่อเลี้ยงสันติภาพระหว่างวันนี้เอาไว้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราก็คือบุคคลแห่งสันติภาพดีๆ (The Peace Maker) นี่เอง
อนึ่ง มีข้อควรสังเกตที่ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วย ก็คือ สันติภาพที่เกิดจากการตามดูตามรู้ลมหายใจนี้ ไม่ใช่สันติภาพล้วนๆ หรือไม่ใช่สันติภาพจืดๆ เรียบๆ เฉยๆ หากแต่เป็นสันติภาพที่มาพร้อมกับสันติสุข สดชื่น รื่นเย็น คือ มีความสงบด้วย มีความสุขด้วย สันติภาพที่มาพร้อมกับความสุขนี้เอง เราควรถือว่า เป็นสันติภาพแท้ เพราะไม่ใช่สันติภาพที่เกิดขึ้นหลังสงคราม สงบ ไม่ใช่สันติภาพที่เกิดขึ้นหลังจากมีใครบางคนถูกทำให้เป็นผู้พ่ายแพ้หรือบาดเจ็บล้มตาย หากแต่นี่เป็นสันติภาพเชิงสร้างสรรค์ เป็นสันติภาพเชิงบวก เป็นสันติภาพที่ก่อให้เกิดความสุขภายในใจของปัจเจกบุคคลที่พร้อมจะเผื่อแผ่แบ่งปันออกไปยังคนอื่นๆ ก็ได้ด้วย
สันติภาพตามแนวพุทธเช่นที่กล่าวมานี้ มีลักษณะจำเพาะก็คือ ไม่ได้เกิดจากการหยิบยื่นให้ของคนอื่น แต่เป็นสันติภาพที่เราแต่ละคนจะต้องหยิบยื่นให้แก่ตัวเอง สันติภาพชนิดนี้ เราทุกคนมอบให้แก่ตัวเองได้ และใครสร้างขึ้นมาได้ คนคนนั้นก็เป็นผู้มอบรางวัลสันติภาพให้แก่ตัวเอง อาจกล่าวในเชิงขำขันก็ได้ว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้น ไม่จำเป็นต้องมอบโดยมูลนิธิอัลเฟรด โนเบล อีกต่อไป หากแต่เราทุกคนนี่เอง ก็สามารถมอบรางวัลสันติภาพที่ดียิ่งกว่ารางวัลโนเบลให้แก่ตัวเองได้ ขอเพียงเราตระหนักรู้ว่า วิธีสร้างสันติภาพนั้นอยู่ในวิถีอันเราทุกคนสามารถทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
การสร้างสันติภาพ หากกล่าวตามนัยแห่งอริยมรรคจึงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล สันติภาพต้องการแค่เพียงการใส่ใจกับลมหายใจของเราเท่านั้นเอง สันติภาพโลกเริ่มต้นที่ปลายจมูก และจากปลายจมูกนี้ เราสามารถแผ่ขยายออกไปสู่การสร้างสันติภาพโลกในระดับที่เป็นสันติภาพระหว่างประเทศก็ได้ แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่คนทำงานเพื่อสันติภาพ ไม่รู้จักสันติภาพภายในที่ปลายจมูกเสียแล้ว เมื่อนั้นเอง ที่งานสร้างสันติภาพจึงต้องพึ่งพาสหประชาชาติ สงคราม อาวุธนิวเคลียร์ การแทรกแซงทางเศรษฐกิจ และการคุกคามประเทศอื่นที่มีแสนยานุภาพทางทหารน้อยกว่าด้วยขีปนาวุธที่เหนือกว่าให้หยุดอยู่ในที่ตั้ง สันติภาพเช่นนี้ เราไม่ควรเรียกว่า สันติภาพ หากควรเรียกมันว่า สงครามที่ถูกสะกดไว้ หรือมหันตภัยที่รอวันระเบิดมากกว่า
&<2288;
&<2288;







