posttoday
มหากาพย์ “กองทุนการออมแห่งชาติ” ที่ถูกลืม? Episode I

มหากาพย์ “กองทุนการออมแห่งชาติ” ที่ถูกลืม? Episode I

27 พฤษภาคม 2555

สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา รองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย...รศ.ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ

สัปดาห์นี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา รองคณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเล่าถึงความห่วงใยที่มีต่อการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจ เมื่อยามสูงอายุในด้านการออม อาจารย์ได้กล่าวไว้ดังนี้ ขณะนี้สังคมไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องสังคมสูงวัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องหลักประกันทางการเงินยามชราภาพ เรื่องนี้มีความสำคัญมากสำหรับสังคมไทยและผู้สูงอายุ เนื่องด้วยสาเหตุอย่างน้อยสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ระยะเวลาหลังจากการเกษียณอายุจากหน้าที่การงาน หรือการเลิกทำงานเนื่องจากความชราภาพจนถึงสิ้นอายุขัยยาวนานขึ้น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระยะเวลามีโอกาสสูงขึ้น ประการที่สอง คนไทยในภาพรวมมีบุตรกันน้อยลง ในปัจจุบันเราทราบกันดีว่า บุตรเป็นแหล่งหลักของรายได้ที่สำคัญลำดับแรกของผู้สูงอายุ ดังนั้นในอนาคตจะมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนทางการเงินจากบุตรเป็นจำนวนมากขึ้น ยังมิพักต้องกล่าวถึงกรณีที่มีบุตร แต่บุตรไม่เหลียวแล หากหลักประกันทางการเงินของผู้สูงอายุในช่วงเวลานี้ขาดความมั่นคง ก็จะส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตกต่ำลงไปด้วย

รัฐบาลชุดที่แล้วรวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ จะเห็นได้จากการออกมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับผู้สูงอายุจนสิ้นอายุขัยในรูปแบบของการจัดสรรเบี้ยยังชีพ ในสมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปลี่ยนแนวคิดจากการให้เบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ด้วยการคัดเลือกผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกลไกชุมชน มาเป็นการให้เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุทุกคนที่ไม่ได้รับบำนาญหรือเงินเดือนจากภาครัฐ ซึ่งก็ได้ถูก “เกทับ” ปรับเพิ่มจำนวนเงินเป็น 600-1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากข้อเท็จจริงตรงนี้ ทำให้เราสามารถกล่าวได้ว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีระบบบำนาญที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม กลุ่มข้าราชการมีบำนาญข้าราชการ และหลายคนมีเงินก้อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. กลุ่มลูกจ้างเอกชนมีสิทธิประโยชน์ชราภาพ (บำนาญรายเดือน) จากกองทุนประกันสังคม และกลุ่มที่เหลือซึ่งก็คือกลุ่มที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน มีโอกาสได้รับเบี้ยยังชีพตามสิทธิเมื่ออายุถึงเกณฑ์ ซึ่งปัจจุบันก็คือ 60 ปี

มหากาพย์ “กองทุนการออมแห่งชาติ” ที่ถูกลืม? Episode I

 

อย่าลืมว่าระบบเบี้ยยังชีพนี้ มีแหล่งที่มาของเงินคืองบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลใช้เงินภาษีอากรจากประชาชนทุกคนจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพให้คนกลุ่มสุดท้ายนี้ ในขณะที่คนสองกลุ่มแรกรัฐบาล “บังคับ” ให้พวกเขามีส่วนร่วมจ่ายด้วย กล่าวคือ เงินสมทบเข้ากองทุน กบข. หรือเงินเบี้ยประกันเข้าสู่กองทุนประกันสังคม ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็น “ภาษีแบบมีวัตถุประสงค์เฉพาะ” อย่างหนึ่ง แม้ว่าประชาชนในกลุ่มสุดท้ายที่กล่าวไปนั้น เป็นผู้สูงอายุที่ขาดการเตรียมการด้านหลักประกันทางการเงินแต่เนิ่นๆ เนื่องจากรัฐบาลมิได้สร้างระบบใดๆ ขึ้นมารองรับตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะมีความชอบธรรมที่จะใช้ภาษีอากรสร้างหลักประกันทางการเงินในรูปแบบเบี้ยยังชีพอย่างที่เป็นอยู่ แต่ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ โดยไม่สนับสนุนให้ประชาชนกลุ่มสุดท้ายร่วมสร้างหลักประกันทางการเงินยามชราภาพแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่เข้าสู่วัยชราภาพ ความไม่เป็นธรรมระหว่างสามกลุ่มนี้ก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อันที่จริงแล้ว เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลชุดของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประสบความสำเร็จในการผลักดันกลไก “กองทุนการออมแห่งชาติ” ที่จะทำให้ประชากรกลุ่มที่ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันยามชราภาพด้วยตนเองเหมือนกลุ่มอื่นๆ ไปพร้อมกับการได้รับเบี้ยยังชีพ แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่ากลไกสำคัญอันนี้กำลังจะถูกลืมโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะแกล้งลืม หรือลืมไปแล้วเสียสนิทจริงๆ หรือไม่ได้ลืม แต่ให้ความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้น พบคำตอบกันในฉบับหน้า

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท