
เปิดแล้ว! ไม่ต้องรอรุ่นห้า มาเป็นรุ่นแรก โรงเรียนภาพยนตร์กรุงเทพฯ
ครั้งหนึ่ง เราเคยฝันอยากเป็นผู้กำกับ “อิงมาร์ เบิร์กแมน” (ผู้กำกับชาวสวีดิชที่วายชนม์ลงปี 2007 แต่ทิ้งหนังขึ้นหิ้งให้ดูอีกแยะ Persona, Shame)
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
ครั้งหนึ่ง เราเคยฝันอยากเป็นผู้กำกับ “อิงมาร์ เบิร์กแมน” (ผู้กำกับชาวสวีดิชที่วายชนม์ลงปี 2007 แต่ทิ้งหนังขึ้นหิ้งให้ดูอีกแยะ Persona, Shame) อยากเป็นนักเขียนบท “ปีเตอร์ มอร์แกน” (นักเขียนบทผู้ชอบหยิบประวัติบุคคลมาแปลงเป็นหนังดรามาจี๊ดๆ The Queen, The Last King of Scotland) เพราะดูท่าจะโก้ดี
ทั้งยังฝันละเมอ อยากเป็นตากล้อง “วอลลี ฟีสเตอร์” (ตากล้องไอเดียกระฉูด ผู้สรรค์สร้างภาพในหนังดังมากมาย Inception, Moneyball) กระทั่งโปรดิวเซอร์ “แนนซี เมเยอร์ส” (โปรดิวเซอร์คิวทองที่มักมาพร้อมกับหนังฟอร์มกลางๆ แต่โดนใจไม่น้อย The Holiday, What Women Want) ก็อยากเป็นด้วยอ่ะ
ฝันนั้นยังไม่จบง่ายๆ นะเออ เมื่อมันเพ้อพกถึงขั้นอยากเป็นนักแสดง “มิกกี รูค” นู่นแน่ะ (อดีตเซ็กซิมโบลที่ชอบมีเรื่องฉาวๆ คาวๆ บู๊ๆ (นอกจอ)) จนไม่มีใครจ้าง แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็กลับมามีพื้นที่ยืนต่อจนได้ 9 and a half Weeks, The Wrestler)
โอ๊ะโอ่!!! อยากเป็นหมดเลย?
ไม่แปลกหรอกครับ ถ้าใครจะมีความฝัน ต้องการจะไล่ล่าจะเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์
วันนี้ความฝันนั้นขยับใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อได้ฤกษ์เปิดโรงเรียนภาพยนตร์กรุงเทพฯ หรือ “แบงคอก ฟิล์ม สกูล” (Bangkok Film School) เพื่อให้ผู้สนใจต่อยอดความฝันให้กลายเป็นความจริง
หลักสูตรที่เขาเปิดสอนแล้ว คือ การผลิตภาพยนตร์ เนื้อหาก็ครอบคลุมทุกสาขาของการทำภาพยนตร์ ตั้งแต่ หลักภาพยนตร์ การเขียนบท การกำกับ การออกแบบงานสร้าง การตัดต่อ เรื่อยถึงศิลปะการแสดง และการผลิตเสียงเพื่องานภาพยนตร์
ส่วนที่กำลังจะตามไม่ช้าไม่นาน ก็เป็นหลักสูตรเฉพาะด้าน เน้นหนักให้รู้ลึกรู้จริงเฉพาะเรื่องๆ ไป ตามความชอบของผู้เรียน ใครชอบสาขาใดก็จงมองๆ ไว้ เช่นว่า เขียนบทชั้นสูง แอนิเมชัน 2 มิติ แอนิเมชัน 3 มิติ การวาดเส้นในงานศิลปะ การเขียนสตอรีบอร์ด การพูดในที่ชุมชน
“เฉลิมพล โรจน์เจริญกุล” ประธานกรรมการบริหาร แบงคอก ฟิล์ม สกูล ย้ำว่า คนที่มาเรียนไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ หรือพื้นฐานด้านภาพยนตร์ ขอเพียงมีใจรักและความมุ่งมั่นก็พอ
“ที่นี่จะเปิดกว้างสำหรับคนทั่วไปจริงๆ คนที่สนใจภาพยนตร์ แต่ไม่มีความรู้พื้นฐานก็มาเรียนได้ ขอแค่อย่างเดียวครับ ขอให้มาด้วยใจรักและมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาด้านภาพยนตร์ เพราะเรามีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ รวมทั้งมืออาชีพจากวงการภาพยนตร์มาสอน”
“เรียนสั้น ทำงานได้ทันที” ที่นี่เขาตั้งคอนเซปต์ไว้อย่างนี้ ที่อื่นเรียนกันยาวๆๆๆๆๆ แต่ที่นี่เรียน 210 ชั่วโมงเท่านั้น ในหลักสูตรการผลิตภาพยนตร์ ขณะที่หลักสูตรเฉพาะด้าน ก็ขึ้นกับผู้เรียนว่าอยากเรียนยาว หรืออยากเรียนสั้น ที่สำคัญเขาการันตีว่าจบออกไปได้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ก็พร้อมลุยงานในวงการได้ทันที
“ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์” หรือ “ยอร์ช” เจ้าพ่อหนังอารมณ์ดีตลอดปีตลอดชาติ (32 ธันวา, สุดเขต สเลดเป็ด, ส.ค.ส.สวีทตี้) เห็นว่าการมีโรงเรียนภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะจะช่วยให้บุคลากรในวงการภาพยนตร์ไทยเก่งขึ้น เจ๋งขึ้น และรู้ขั้นตอนการผลิตภาพยนตร์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่งูๆ ปลาๆ แล้วมาทำงาน
“ผมยอมรับครับว่าผมเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของการเป็นผู้กำกับ เพราะผมไม่ได้เรียนมาสายนี้ แล้วก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้โดยตรง ผมโชคดีที่ได้รับโอกาส วันแรกที่ทำงานผมก็เจอปัญหาเยอะมากกกกกกก ก็เพราะผมไม่เข้าใจระบบการทำงานว่าแต่ละคน แต่ละตำแหน่งต้องทำอะไร ผมตะโกนแอ็กชัน แต่คนข้างหลังตะโกนคัต โอ้!!! ผมก็มึน เขาก็มึน นี่ไงครับ ผลของการที่ผมไม่ได้เรียนมาก่อน ก็เลยขาดการประสานงานที่ดี”
ถึงแม้ผู้กำกับดังจะไม่ได้เรียนมาด้านภาพยนตร์ แต่เขาเชื่อว่าสุดท้ายแล้วความรู้ด้านภาพยนตร์ก็ไม่จนหนทางเกินไปนัก หนึ่งนั้นคือมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ครูพักลักจำ ก็จะทำให้เชี่ยวชาญเป็นมือโปรได้ไม่ยาก
“วิธีแก้ปัญหาของความไม่รู้และไม่ได้เรียนด้านภาพยนตร์มา ผมก็จะพยายามตัดส่วนที่ผมทำไม่ได้และทำไม่เป็นให้คนที่รู้จริงๆ มาทำแทน เป็นแขนขาแทนผม ถ้ามีโอกาสผมว่าผมจะไปเรียนนะ คิดง่ายๆ เหมือนเป็นการไปเรียนเพิ่มเติม หรือเรียนพิเศษนั่นแหละ เรียนเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น เรียนเพื่อลับคมตัวเองให้แหลมขึ้น เอางี้ครับ ผมสรุปสั้นๆ ว่า ใครอยากเก่งด้านไหนก็ไปเรียนเพิ่ม อยากเก่งภาษาอังกฤษก็ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม อยากเก่งภาพยนตร์ก็ไปเรียนภาพยนตร์เพิ่ม ซึ่งคนที่ไปเรียนเพิ่มย่อมจะได้เปรียบคนที่ไม่เรียนเพิ่มแน่นอน”
“นพชัย ชัยนาม” หรือ “ปีเตอร์” นักแสดงไฟแรงที่มีรางวัลการันตีความยอดเยี่ยมจากทุกสำนัก (ฝนตกขึ้นฟ้า) ก็บอกตรงกัน การมีโรงเรียนภาพยนตร์จะช่วยเสริมทัพให้วงการภาพยนตร์ไทยแข็งแรงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไม่หมดแค่นี้ การเป็นนักแสดงที่ดีจำเป็นอย่างยิ่งต้องไปฝึกฝนการแสดงอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มทักษะและไอเดียให้สดใหม่ตลอดเวลา
“แรงบันดาลใจสำคัญพอๆ กับไอเดียนะผมว่า อย่างผม การเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ได้ระดับหนึ่ง แต่การเรียนรู้จากคนอื่นๆ ไม่ว่าจากผู้กำกับ จากเพื่อนนักแสดง จากตากล้อง หรือใครก็แล้วแต่ ผมว่ามันได้แง่มุมที่มีประโยชน์กับตัวผมเยอะมาก”
สำหรับรางวัลที่นพชัยได้รับจากทุกสถาบันการประกวด ในสาขาความยอดเยี่ยมด้านการแสดง จนทำให้เขากลายเป็นนักแสดงแถวหน้าที่เน้นขายฝีมือมากกว่าหน้าตา เจ้าตัวก็มองว่ารางวัลก็คือกำลังใจ คงจะไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถการันตีถึงความยอดเยี่ยมของนักแสดงเช่นเขาไปตราบนานได้
“ทุกครั้งที่ผมจะแสดง ผมว่าผมเริ่มนับหนึ่งใหม่เสมอกับเรื่องนั้นๆ งานแสดงเรื่องเก่าคงนำมาใช้ไม่ได้กับงานแสดงเรื่องใหม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ รางวัลจึงไม่ใช่สิ่งการันตีความยอดเยี่ยมว่าผมเจ๋งแล้ว เพราะเรื่องใหม่ผมอาจจะล้มเหลวเรื่องการแสดงก็ได้ ฉะนั้น หน้าที่ของนักแสดงต้องฝึกฝนและเรียนรู้ ทั้งจากห้องเรียนและนอกห้องเรียน ช่วยได้เยอะนะครับ”
(แบงคอก ฟิล์ม สกูล อาคารพญาไท พลาซ่า ชั้น 4 ถนนพญาไท โทร. 02-129-3192 www.bkkfilmschool.com)







