
วันสุดยิ่งใหญ่ของทีมสิงห์บลู
คงไม่ช้าเกินไปที่จะนำเอาภาพวันแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอล “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หรือถ้วยใหญ่ยุโรป (ใหญ่ไม่ใหญ่ดูที่หูถ้วยได้ ไม่งั้นคงไม่เรียก “บิ๊ก เอียร์”) มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก หลังบุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก ด้วยการดวลจุดโทษ 4-3 (จบ 90 นาที เสมอ 1-1 ต่อเวลาพิเศษไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้) ณ สนามอลิอันซ์ อารีนา กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อช่วงดึกคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาไทย
คงไม่ช้าเกินไปที่จะนำเอาภาพวันแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอล “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หรือถ้วยใหญ่ยุโรป (ใหญ่ไม่ใหญ่ดูที่หูถ้วยได้ ไม่งั้นคงไม่เรียก “บิ๊ก เอียร์”) มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก หลังบุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก ด้วยการดวลจุดโทษ 4-3 (จบ 90 นาที เสมอ 1-1 ต่อเวลาพิเศษไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มได้) ณ สนามอลิอันซ์ อารีนา กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อช่วงดึกคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาไทย
ใครเป็นใครในภาพนั้น เชื่อว่าแฟนบอลรู้จักกันดีแล้ว คงไม่ต้องบรรยายกันมาก แน่นอนงานนี้ ดิดิเยร์ ดร็อกบา สวมบทซูเปอร์ฮีโร่ไปเต็มๆ ทั้งช่วยโหม่งไล่ตีเสมอท้ายเกม แล้วมายิงลูกจุดโทษคนสุดท้ายเป็นประตูชัยให้ทีม ทำให้เป็นวันอันแสนหอมหวานของทีมสีน้ำเงิน ขณะเดียวกันก็เป็นวันสุดรันทดของทีมสีแดงอย่างบาเยิร์น
กีฬาย่อมมีแพ้มีชนะ นักกีฬาที่ดีย่อมมีสปิริต เมื่อชนะเป็นก็ต้องแพ้เป็น ถึงจะสวมเสื้อกันคนละสี ก็สามารถแข่งขันกันได้ด้วยมิตรภาพที่ดีต่อกัน อย่าให้เหมือนการเมืองบางประเทศที่แบ่งสีกันโดยไม่มีทีท่าว่าจะปรองดองกันได้เลย...เอ้! ประเทศอะไรหว่า







