
เพียงเถ้าถ่าน บนหน้าประวัติศาสตร์
โดย...นันแมน
โดย...นันแมน
ย้อนเวลากลับไปประมาณกลางทศวรรษที่ 70 สมัยนั้นการเมืองทั่วโลกกำลังโยกคลอนจากน้ำมือของการเล่นเกมการเมืองที่เริ่มหนักหน่วงระหว่างโลกเสรีนิยมประชาธิปไตย กับโลกสังคมนิยม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ที่เปิดฉากขึ้น และขยายออกไป ผกผันตามสถานการณ์ที่เริ่มไร้การควบคุม กลายเป็นเกมที่ขยายออกไป เพื่อยึดครองพื้นที่เหยียบยืน ทว่าเกมนี้ที่ดำเนินไปก็เปรียบได้กับมือซ้ายและมือขวาที่ชักเย่อหลักการมาข้างตัว โดยลืมไปว่า ถึงข้างไหนชนะ ก็ยังต้องใช้ร่างเดิมร่วมกัน
สงครามทุกระดับอุณหภูมิ ทั้งร้อนและเย็นถือโอกาส อวดเบ่ง กลายร่างเป็นมือที่มองไม่เห็น ผลัดกันคร่าชีวิตผู้เป็นสมาชิกของทั้งสองฟากฝั่งใครยืนขวางอุดมการณ์ ก็ต้องมีอันเป็นไป ตลอดทศวรรษนี้ (บางพื้นที่ กินเวลายืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน) แทบทุกมุมโลกเหม็นคลุ้งไปด้วยคาวเลือด ตามมาด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากซากอารยธรรม กลิ่นเน่าฟอนเสื่อมทรามของสังคมที่ติดเชื้อร้ายมาจากอาการกลัวภัยคุกคามสารพัด
โรคร้ายนี้แผ่พลังที่คาดไม่ถึง แผดอำนาจการสะกดให้ผู้คน ผวากับเสียงกรีดร้อง เสียงสะอื้นกลัว จนแทบไม่เหลือชีวิตปกติสุข ชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมขยะ ทั้งภาพและกลิ่นที่คลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อตัวสะท้อนภาวะกดดัน เผยร่างที่ดูราวกับผู้ที่ไม่เคยสร่าง ห่างหายจากความกลัวดั้งเดิม หลายสิ่งเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วข้ามคืน บุคลิกภาพแห่งยุคสมัยวนเวียนอยู่เยี่ยงนี้
โลกดำเนินไป ฝนตก แดดออก ลมหนาวสงบลงชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้หิมะแสดงความเป็นเจ้าของฤดูกาล ดุจเดียวกับที่ไม่มียุคไหนที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด พ.ศ. 2521 หรือ ค.ศ. 1978 เป็นปีที่คริสต์ศาสนิกชนปลื้มปีติกับเหตุการณ์สำคัญหนึ่ง เมื่อพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ นาม จอห์น ปอล ที่ 2 (Pope John Paul II) ถูกเลือกเป็นพระประมุข แต่ความปีติก็กลับมีมุมเว้าแหว่ง เพราะพระองค์ซึ่งประสูติในประเทศโปแลนด์ จึงถือว่าไม่ใช่ชาวอิตาเลียนแท้ เรื่องนี้เป็นปมประวัติศาสตร์ที่คริสต์ศาสนิกชน จำนวนไม่น้อยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชาวอิตาเลียนรุ่นนั้นยังไม่ลืมเรื่องดังกล่าว เช่นเดียวกับไม่ลืมวันที่พวกเขาต้องเฝ้าจอทีวีเพื่อเกาะติดข่าวความเคลื่อนไหวด้วยความกระหายข่าว พวกเขาอยากทราบความเคลื่อนไหว อยากรู้ว่า อัลโด โมโร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งข่าวรายงานว่าถูกลักพาตัวไป ตกอยู่ในชะตากรรมอย่างไร
และหนังเรื่องนี้ Good Morning, Night ก็บอกเล่าเรื่องนี้ จากอีกมุมหนึ่ง
หนังเรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยภาพของคู่รักกำลังเลือกห้องพัก ฝ่ายชายสำรวจขนาดมุมหนึ่งของห้องโดยวัดจำนวนก้าว และตกลงเช่าอย่างง่ายดาย โดยย้ายเข้าอยู่ในทันที มุมที่ชายหนุ่มสำรวจไว้ถูกดัดแปลงเป็นห้องลับ ที่พรางตาไว้ด้วยชั้นหนังสือ...แท้จริงแล้วหนุ่มสาวกลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มที่ชื่อ “Red Brigades”
พวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มเล็กๆ ที่คิดการใหญ่ โดยหวังว่าวีรกรรมที่ก่อขึ้นจะสามารถซื้อใจกลุ่มอื่นๆ ที่ใหญ่กว่าให้ชายตามองพวกเขาทึ่งในความสามารถที่มีบ้าง แน่นอนที่สุด งานใหญ่ที่ว่าคือ “ลักพาตัวนายกรัฐมนตรี”
เชียรา หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ประกอบอาชีพเป็นบรรณารักษ์สาว เธอแอบมองเหยื่อการลักพาตัวอย่างรู้สึกปั่นป่วนในอารมณ์ สำหรับเธอ นี่เป็นงานใหญ่เกินตัว แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อุดมการณ์ของเธอและเพื่อนๆ เติบโตอย่างมีหลักประกัน ที่น่าจะเป็นที่จับต้องได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม มันเป็นงานที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองป่วนลึก จนเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน ในช่วงเวลาที่ไว้ใจใครไม่ได้ สำหรับหน่วยงานของรัฐแล้วทุกคนสามารถตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ เพียงแต่ส่งกลิ่นที่ไม่น่าไว้ใจเพียงน้อยนิด
หลายคนถูกจับไปสอบสวน ทันทีที่สัญลักษณ์ของผู้ก่อการร้ายปรากฏขึ้นใกล้ตัว ถูกตีตราว่าเป็นภัยที่กำลังหายใจรดต้นคอรัฐ ข้อนี้เองเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่จะส่งผลให้เชียราอึดอัดใจ โดยรู้อยู่เต็มอกว่าจุดอ่อนของเธอคือความอ่อนไหวมากจินตนาการ เรื่องนี้ปรากฏชัดระหว่างที่ถึงคิวเธอเป็นยามเฝ้าโมโร ด้วยอารมณ์ที่เตลิดไป และเผลอหลับวูบหนึ่ง...ในฝันเธอเห็นภาพโมโรสามารถหนีจากการคุมตัวไปได้โดยง่าย เมื่อตื่นมาเธอได้แต่สงสัยตัวเองว่า หรือว่าลึกๆ แล้วจิตใต้สำนึกอยากให้เป็นไปอย่างนั้น อยากปล่อยให้บุคคลที่เป็นขั้วตรงข้ามกับอุดมการณ์ของเธอกลับคืนไปยังเส้นแบ่งที่เธอและเพื่อนๆ ตัดสินใจข้ามมา
...สำหรับผู้ก่อการร้ายที่ยังไม่เดียงสา พวกเขาคงลืมไปว่าความจริงกับจินตนาการมักจะแยกกันเดินในตอนจบ เพราะแต่ละฝ่ายต่างมีอำนาจกำหนดความเป็นไปของตัวเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร พวกเขาจึงเป็นได้เพียงเหยื่อของทั้งสองสิ่งที่ต่างทอดทิ้งพวกเขาไปได้อย่างไม่แยแส... ในครั้งนี้ดูเหมือนว่าสิ่งที่กลุ่ม Red Brigades วาดหวังไว้ กำลังเป็นจินตนาการที่สูญเปล่า หลังจากการลักพาตัวผ่านไป 54 วัน พวกเขาก็ได้รับคำตอบจากรัฐบาลอิตาลีว่าจะไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าชีวิตของนายยกฯ ผู้น่าสงสารกำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่สังเวยอุดมการณ์ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันใดๆ
ข้อที่น่าชื่นชมที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือ การเลือกมุมที่จะเล่า หากเปรียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ที่มีโจทย์เดียวกัน คนดูคงคุ้นตากันดีกับหนังสายลับจับตัวประกัน ซึ่งแทบทั้งหมดต่างที่มีฉากแอ็กชันเป็นจุดขาย แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ นอกจากจะไม่มีฉากดังกล่าวแล้ว ยังไม่มีภาพความรุนแรงใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองที่เลือกข้างความรุนแรงจะลงเอยเช่นไร เป็นไปได้ที่ มาร์โค เบลลอคคิโอ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ พิจารณาแล้ว ตัดสินใจว่ามุมมองเช่นนั้นคนดูต่างเห็นกันมามากพอแล้ว
ฉากที่น่ายกย่องที่สุดเห็นจะเป็นฉากจบ อัลโด โมโร ในจินตนาการของเชียรา เดินออกมาจากที่คุมขัง เหมือนละครฉากนี้จบลงแล้ว เธอกับฉันต่างหมดหน้าที่แล้ว ต้องวางบทบาทที่ต่างแบกรับกันมาจนลืมความเป็นมนุษย์ทิ้งไปเสียที เราทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเหยื่อแนวคิดและรสนิยมทางการเมือง ที่นับวันยิ่งให้ความสำคัญกับชีวิตน้อยลงไปทุกที อีกฉากก็คือฉากที่โมโรได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมายอำลาถึง โป๊ป ปอล ที่ 6 และครอบครัว จดหมายนั้นถูกใช้ทดสอบความซาบซึ้งใจของใจความจากปฏิกิริยาผู้ฟัง
ฝันอันแสนงดงามของเชียราสว่างพรึบในมโนสำนึกของเธอเรื่อยมา ทว่าทศวรรษต่อๆ มา เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ในรัสเซียล่มสลาย ฝันนั้นก็พลันกลายเป็นภาพล้อของโลกเสรี และร้ายกว่านั้นกลายเป็นเรื่องชวนหัวกระทั่งในแผ่นดินที่เป็นมดลูกให้กำเนิดอุดมการณ์นี้ โลกที่อุดมการณ์ของเธอและเพื่อนๆ เคยถูกมวลชนอุ้มชู ด้วยความชื่นชม บัดนี้แน่นิ่งอยู่บนหน้ากระดาษ...สำหรับเชียรา อุดมการณ์นั้นนั่นหรือ มันก็แค่สิ่งที่ยามถูกหมางเมินจากยุคสมัย ก็เป็นได้เพียงหลักการที่อาศัยอารมณ์เคลิ้มฝันของหนุ่มสาวเป็นเชื้อไฟคุโชน แผดเผาร่างของพวกเขาเอง คนแล้ว คนเล่า รอเวลา กระทั่งวันหนึ่งเมื่อทุกสิ่งถึงกาลสิ้นสุดลง ก็เป็นเพียงเถ้าถ่าน บนหน้าประวัติศาสตร์ที่ผู้คนพลิกผ่านไปเพื่อหาเรื่องอื่นที่ใคร่รู้ยิ่งกว่า
Good Morning, Night (Buongiorno, notte)
ปี 2003
ประเทศ อิตาลี
ประเภท ชีวิต/ประวัติศาสตร์
ความยาว 1 ชั่วโมง 46 นาที
กำกับ มาร์โค เบลลอคคิโอ
แสดง มายา แซนซา, ลุยจิ โล คาสซิโอ, โรเบอร์โต เฮอร์ลิตซ์คา







