
พระพุทธศาสนากับการไม่ใช้ความรุนแรง ตอน 1
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
พระนิพพานที่เราถือกันว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนานั้น มีคำไวพจน์อีกอย่างหนึ่งว่า “สันติ” (ความสงบ) สอดคล้องกับที่มีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” แปลว่า “ไม่มีสุขใด ยิ่งไปกว่าสันติสุข” ความสุขที่เกิดแต่สันติภาพภายในคือ พระนิพพาน เป็นยอดแห่งความสุข เพราะความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่เกิดจากการกำจัดเหตุแห่งความเร่าร้อน ทุรนทุราย ดิ้นรน ทะเยอทะยาน เบียดเบียนบีฑาฆ่าเข่น ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้บรรลุพระนิพพาน จึงเป็นผู้บรรลุถึงสันติภาพที่แท้ ที่ถาวร ที่ยั่งยืน เป็นผู้สงบเย็น เป็นบุคคลแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง โดยเหตุที่พระนิพพานหรือสันติภาพภายในเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาอย่างที่กล่าวมานี้ ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงสันติภาพ พุทธศาสนาไม่ได้เป็นศาสนาแห่งสันติภาพในความหมายที่คับแคบ คือ สันติภาพภายใน (อัชฌัติกสันติภาพ/Inner Peace) ที่เกิดจากการบรรลุสันติภาวะคือพระนิพพานเท่านั้น แต่ความเป็นศาสนาแห่งสันติภาพของพุทธศาสนานั้น ย่อมหมายรวมถึงการเป็นศาสนาแห่งสันติภาพทั้งภายใน (สันติภาพส่วนบุคคล) และภายนอก (สันติภาพของสังคมและของมนุษยชาติทั้งโลก) ด้วย
สันติส่วนบุคคล คือ หลักประกันสันติภาพสากลของโลก
พระนิพพานหรือสันติภาพนั้น บางทีก็มีชื่อเรียกว่า “สันติบท” (ถ้อยคำแห่งสันติ หรือทางแห่งสันติ) บ้าง “สันติวรบท” (ถ้อยคำแห่งสันติอันประเสริฐหรือหนทางแห่งสันติอันประเสริฐ) บ้าง ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนแสดงสถานภาพของพระนิพพานว่าเป็น “สันติภาพ” หรือ “สันติธรรม” ที่เน้นย้ำให้เห็นว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างชัดเจน หนทางในการเข้าถึงสันติภาพภายในหรือพระนิพพาน ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 กล่าวคือ
1.สัมมาทิฐิ เห็นชอบ
2.สัมมาสังกัปปะ คิดชอบ
3.สัมมาวาจา พูดชอบ
4.สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ
5.สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
6.สัมมาวายามะ เพียรชอบ
7.สัมมาสติ ระลึกชอบ
8. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ
ผู้ใดก็ตาม ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่ ผู้นั้นชื่อว่า กำลังดำเนินอยู่บนหนทางแห่งสันติภาพ ส่วนผู้ที่บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นสันติภาพสูงสุดแล้ว ผู้นั้นก็จัดว่าเป็น “บุคคลแห่งสันติภาพ” อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องรอให้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จนครบบริบูรณ์ทุกข้อจึงจะพบสันติภาพ แท้ที่จริง แค่เพียงเราเริ่มต้นดำเนินอยู่บนหนทางแห่งอริยมรรคเพียงบางข้อ เราก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงสันติภาพน้อยๆ ในเรือนใจของตัวเราเองได้แล้ว เป็นต้นว่า อริยมรรคข้อที่ 1 อันว่าด้วยสัมมาทิฐินั้น ถ้าเราปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้รากฐานแห่งสันติภาพที่แท้ ทั้งสันติภาพภายในและสันติภาพภายนอกเกิดขึ้นมาได้ทันที เพราะการมีสัมมาทิฐิจะช่วยให้เรามองเห็นถึงความเชื่อมโยงของโลกและสรรพสิ่งว่า ล้วนอิงอาศัยซึ่งกันและกัน (อิทัปปัจจยตา) เราแต่ละคน ล้วนดำรงอยู่ในกันและกัน คนแต่ละคนล้วนมีสายสัมพันธ์บางอย่างเชื่อมโยงอยู่กับคนทั้งโลก ความสงบของคนคนหนึ่งจะส่งผลถึงคนอีกคนหนึ่งเสมอไป ความรุนแรงในใจของคนคนหนึ่งก็จะส่งผลถึงคนอีกคนหนึ่งเสมอไป
หัวใจสำคัญของสัมมาทิฐิก็คือ การไม่มองอะไรแยกส่วนออกเป็นเสี่ยงๆ เสี้ยวๆ อันทำให้เราเห็นความจริงไม่ครบและนำไปสู่การแบ่งแยกกัน ทะเลาะกัน ทุ่มเถียงกัน เอารัดเอาเปรียบกัน เย็นชาต่อกัน ประหัตประหารกัน โกรธเกลียดชิงชังกัน เหยียดหยันกันและกัน ว่าสูงต่ำดำขาวดีกว่าด้อยกว่ากันและกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถมองโลก มองชีวิต มองสังคม มองธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดเสมือนหนึ่งเป็นเครือข่ายใยโยงอันเดียวกัน เมื่อนั้นปรีชาญาณที่เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งและความรักที่แท้อันได้แก่เมตตาและไมตรีก็จะเกิดขึ้น เมื่อเราไม่อาจแยกตัวเองออกจากคนอื่น สิ่งอื่น ชีวิตอื่น เราก็ไม่อาจกระทำการรุนแรงต่อคนอื่น สิ่งอื่น ชีวิตอื่นได้อีกต่อไป สันติภาพที่แท้จึงเริ่มต้นจากการมีโลกทัศน์ที่ถูกต้อง และโลกทัศน์ที่ถูกต้องก็คือ การมองเห็นความเป็นองค์รวมที่ดำรงอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยโลกทัศน์อันไม่แบ่งแยกอย่างที่กล่าวมานี้เอง สันติภาพจะผลิบานขึ้นมาในใจของเราแต่ละคน และจากใจที่ตื่นจากความเห็นผิดก็จะกลายเป็นรากฐานของสันติภาพในระดับโลกต่อไป
ความจริงอริยมรรคทุกข้อคือองค์ร่วมขององค์รวมแห่งการสร้างสันติภาพที่แท้ แต่กล่าวสำหรับคนทั่วไปที่มีเวลาน้อย การเลือกปฏิบัติอริยมรรคเพียงบางข้อก็นับว่าเพียงพอแล้วต่อการบ่มเพาะ หล่อเลี้ยง บำรุง เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพให้งอกงามขึ้นมาในเรือนใจ อริยมรรคบางข้อนี้ก็คือ การเจริญสติ (สัมมาสติ) ในชีวิตประจำวัน







