
ธนภัทร เฉียน ไอทีคือลมหายใจ
แม้จะเป็นซีอีโอเมดอินไชนาขนานแท้ เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนมังกรมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังหนุ่ม
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา&<2288;
แม้จะเป็นซีอีโอเมดอินไชนาขนานแท้ เพราะข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนมังกรมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังหนุ่ม ทว่า 18 ปีที่ผ่านมาในผืนแผ่นดินไทยทำให้ เฉิน-ธนภัทร เฉียน ในวันนี้ แทบจะเป็นหนุ่มจีนหัวใจไทยแบบ 100% ซะแล้ว เพราะทุกวันนี้ไม่เพียงเฉินจะตั้งรกรากสร้างครอบครัวอยู่ในไทย เฉินยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหลียน คอมพิวเตอร์ ผู้ผลิตจำหน่าย Case Computer, Power Supply, Monitor และ Computer Accessories และนำเข้าอุปกรณ์ไอที ภายใต้แบรนด์ Gview และ Gentec มานานกว่า 10 ปีอีกด้วย
กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ เส้นทางชีวิตของเฉินก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่บัณฑิตหนุ่มจบวิศวกรจากเมืองจีนจะมาก่อร่างสร้างตัวในประเทศไทย ซึ่งเฉินยอมรับว่าชีวิตต้องต่อสู้มาเยอะ แต่ก็ไม่หวั่นหลังจากที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า “ไทยแลนด์” คือประเทศที่มีเสน่ห์และน่าอยู่มากประเทศหนึ่ง
“ตอนผมเรียนจบอายุ 20 กว่า มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมพ่อที่เมืองไทย ตอนแรกตั้งใจว่าจะมาพักร้อนสั้นๆ ประมาณ 3 เดือน แต่หลังจากการเดินทางมาวันนั้นเมื่อ 18 ปีก่อน ผมก็ไม่คิดจะกลับไปเมืองจีนอีกเลย ภาพแรกที่ผมประทับใจเมืองไทยมากๆ คือ ผมเห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดเรียงรายที่หน้าคอนโด แถมยังมีหมวกกันน็อกแขวนไว้บนรถแบบที่เรียกว่าไม่กลัวโจร ซึ่งต่างจากที่บ้านผม อย่าว่าแต่วางหมวกกันน็อกทิ้งไว้ ตัวรถเองก็ต้องล็อกให้แน่นใส่สายยู มิเช่นนั้นรับรองหาย”
จากสิ่งเล็กที่ตรึงใจนี้ กอปรกับอุปนิสัยคนไทยที่ยิ้มง่าย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้ในที่สุดเฉินตัดสินใจหยั่งรากที่เมืองไทย โดยช่วงแรกที่มาอยู่เฉินจำต้องช่วยคุณพ่อสานต่อธุรกิจ แต่เพราะใจที่ฝันว่าอยากจะเป็นเถ้าแก่ เลยตัดสินใจเก็บกระเป๋าย้ายออกจากบ้านมาบุกเบิกธุรกิจของตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตหากแต่เป็นการสวมบทพ่อค้าคนกลาง รับสินค้ามาขายต่ออีกทอดหนึ่ง
“ตอนที่ช่วยงานพ่อผมรู้สึกว่าไม่ภาคภูมิใจ เราทำงานกับที่บ้าน เหมือนไม่ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เลยตัดสินใจมาบุกเบิกด้วยตัวเอง ผมเริ่มอาชีพแรกด้วยการเป็นคนขายแผ่นรองรองเท้า พอประคองตัวได้ แต่พอมาเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ จากขายแผ่นรองรองเท้ามาขายทามาก็อต เมดอินไชนา ซึ่งตอนนั้นเทรนด์เลี้ยงทามาก็อตจากญี่ปุ่นกำลังมา ผมเองก็ไม่รู้ว่าของจีนมันต่างยังไง แต่ก็เอามาขาย ปรากฏว่าขายดีมาก”
จากจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้สวยหรู แต่ต้องสู้สุดใจเพื่อความอยู่รอด ในที่สุดโชคก็เข้าข้าง เมื่อเฉินหันมาจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องเขียน เพราะด้วยธุรกิจนี้เองเป็นประตูเปิดทางให้เฉินก้าวสู่ตลาดไอที ซึ่งเขามองว่ามีโอกาสทองทางธุรกิจรออยู่
“เครื่องเขียนที่เราขายมันก็มีพวกของไอทีมาเกี่ยวบ้าง อย่าง กล่องใส่ซีดี เราเลยได้เข้ามาในตลาดไอทีทีละน้อย จนตอนหลังเริ่มหันมาจับธุรกิจผลิตเมาส์ คีย์บอร์ด เรื่อยมาจนมาสู่ธุรกิจปัจจุบัน คือ ทำเคสหน้าจอขาย”
ด้วยอาชีพการงานที่ดึงให้หนุ่มจีนซึ่งรักการเรียนรู้ เพราะเมื่อมาอยู่เมืองไทยก็เริ่มหันมาเรียนภาษาไทย และคว้าปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ (MBA) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาได้สำเร็จ ต้องเกี่ยวข้องกับโลกของเทคโนโลยีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ประกอบกับเจ้าตัวเองก็เป็นคนชอบทดลอง เลยพยายามสรรหาเทคโนโลยีรอบตัวมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น
เฉิน บอกว่า อุปกรณ์ไอทีและแกดเจ็ตทุกชิ้นที่ติดตัวทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากการเสาะหามาเพื่อตอบสนองความต้องการทั้งนั้น ไม่ได้ซื้อหามาตามเทรนด์แต่อย่างใด
“เวลาเราเกิดปัญหาเราจะคิดว่าจะหาเทคโนโลยีอะไรมาตอบโจทย์ อย่างเวลาไปตรวจงานผมจะพกกล้องวิดีโอ เวลาเจอปัญหาตรงจุดไหนก็จะถ่ายไว้ อัดเสียงไว้ เสร็จก็ส่งไปยังคนที่รับผิดชอบ เพื่อให้รู้ถึงปัญหาตามสถานการณ์จริง เพราะผมคิดว่าถ้าเราบอกไป แล้วค่อยให้พนักงานมาดู เวลาเปลี่ยนสถานการณ์ตรงนั้นก็เปลี่ยนไป แต่อย่างไอแพด ผมไม่ได้ซื้อมาใช้ เพราะยังหาไม่เจอว่ามันจะมาช่วยผมยังไง ผมเลยยังไม่ซื้อ”
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหนุ่มทิ้งท้ายว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทกับทุกย่างก้าวของชีวิต แต่ถ้าถามว่า หากไม่มีเทคโนโลยีจะใช้ชีวิตอยู่ได้หรือไม่ เฉินตอบอย่างฉะฉานเลยว่า “อยู่ได้แต่คงลำบาก”...
เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยปลายนิ้ว จึงพกกล้องตัวนี้ติดตัวตลอด เพื่อบันทึกวินาทีสำคัญ ทั้งในงาน และเวลาไปเที่ยว ที่สำคัญยังเป็นยูเอสบีในตัว สามารถถ่ายข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ และอัพโหลดคลิปได้ทันที







