ดรุณศึกษา 102 ปีที่ผ่านของภาษาไทย
หลังผลการสอบเอนทรานซ์ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินข่าวว่าเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ ไม่มีเครดิต
หลังผลการสอบเอนทรานซ์ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินข่าวว่าเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งโง่ ผลทั้งหมดนี้คือปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งหามาตรการออกแบบหลักสูตรให้มีความเหมาะสมกับเด็ก และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะในขณะเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น แต่เด็กไทยกลับไม่มีสมาธิอยู่กับการเรียนรู้พื้นฐานด้านการสื่อสาร เช่น การอ่าน เขียน เด็กไทยเขียนน้อยลง ใช้พิมพ์มากขึ้น อ่านน้อยลง แต่กล้าแสดงความเห็นที่ไม่รู้จริงมากขึ้น
เมื่อพื้นฐานการอ่านและการเขียนไม่ถูกฝึกฝน ไม่สามารถตีความประโยคต่างๆ รวมทั้งโจทย์ในข้อสอบและคำตอบได้อย่างแตกฉาน ไม่สามารถทำข้อสอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เราจึงกลับมาทบทวนตำราเรียนโดยเริ่มจากแบบเรียนเก่าที่มีอายุกว่า 102 ปี ที่ยังคงใช้กันจนถึงปัจจุบันอย่าง หนังสือชุดดรุณศึกษา แบบเรียนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการศึกษาของเด็กไทย และยังคงใช้จนถึงปัจจุบันในกลุ่มโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนอนุบาลเอกชนหลายๆ แห่ง มาถึงตรงนี้เราเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยแล้วว่าแบบเรียนเก่าจะยังคงใช้ได้ดีกับเด็กยุคใหม่ได้จริงหรือ
อาจารย์ตวงพร ทิพย์จ้อย อาจารย์ภาษาไทยดีเด่น โรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ อธิบายถึงคุณลักษณะของแบบเรียนภาษาไทยระดับคลาสสิก ซึ่งใช้สอนลูกศิษย์มานานกว่า 24 ปี ว่า ดรุณศึกษามีทั้งสิ้น 5 เล่ม สำหรับเด็กระดับเตรียมประถมประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้วิธีการเรียงร้อยสระ การสะกดคำ ซึ่งเป็นพื้นฐานของภาษาไทยที่เด็กต้องใช้พูด อ่าน เขียน ไว้อย่างครบถ้วน ที่ผ่านมาเด็กประถมสามารถอ่านเขียนได้คล่อง มีฐานคำศัพท์ที่กว้างกว่าเด็กที่เน้นการเรียนด้วยตำราเรียนใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว พวกเขาจะมีความรอบรู้ในเรื่องราวยุคเก่าๆ ในสังคมไทย และฐานคำศัพท์โบราณที่พวกเขาอาจจะได้พบเจอเมื่อต้องอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ กลอนและวรรณคดีไทย
การเรียนภาษาไทยในสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียนตามวัดกับพระอาจารย์ผู้มีวิชาความรู้ ซึ่งเรียนไปตามที่พระอาจารย์จะเห็นควร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะยึดถือตำราจินดามณีของพระโหราธิบดี แต่งไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมามีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งโรงเรียนหลวง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เรียบเรียงหนังสือแบบเรียนภาษาไทยขึ้นมาชุดหนึ่ง ชื่อหนังสือมูลบทบรรพกิจ เป็นแบบเรียนภาษาไทยว่าด้วยวิธีใช้ตัวอักษร พยัญชนะเสียงสูงต่ำ การผันการประสมอักษร และตัวสะกดการันต์ ถือว่าเป็นตำราเรียนที่ได้มาตรฐานที่บังคับใช้ทั่วประเทศก็ว่าได้
จนเมื่อ พ.ศ. 2454 ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส ฟ. ฮีแลร์ (ฟรังซัว ดูเวอเนท์ (Fronois Touvenet)) หรือ เจษฎาธิการ ฮีแลร์ ได้พยายามแต่งตำราเรียนภาษาไทยถวายอุทิศพระราชกุศลในงานพระเมรุ รัชกาลที่ 5 โดยใช้ความรู้ด้านการแต่งตำราเรียนของฝรั่งขึ้นมาทั้งหมด 5 เล่ม ใช้ความพยายามถึง 11 ปี เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านภาษาไทยและประวัติศาสตร์ที่จำเป็น โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานคำแนะนำและทรงแก้ไขให้ด้วยพระองค์เอง อีกทั้งดำริให้หนังสือดรุณศึกษาใช้เป็นตำราแทนตำรามูลบทบรรพกิจ เพราะเป็นแบบเรียนที่มีทั้งนิทาน คำกลอน โคลง และภาพประกอบสอนเด็ก อย่างเช่น มีเรื่องพระยากง พระยาพาล ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าควรรู้ในยุคสมัยนั้น ตำราเล่มนี้จึงถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปสู่สถาบันการศึกษาและสาธารณชน และคงใช้เป็นแบบเรียนในเครือคาทอลิกมาจนถึงทุกวันนี้
“หนังสือชุดดรุณศึกษาเป็นหนังสือที่ใช้วิธีการเขียนหนังสือโดยใช้ภาพประกอบในยุคแรกๆ ความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ คือ เขียนโดย ฟ.ฮีแลร์ ภราดาชาวฝรั่งเศสที่หลงใหลในภาษาไทยมาก หนังสือเล่มนี้ใช้รูปภาพมาประกอบการสอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทันสมัยมากในขณะนั้น เพราะว่าหนังสือไทยในยุคก่อนจะไม่มีรูปภาพประกอบ และการที่หนังสือมีรูปภาพอยู่นี่เอง ทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากภาพได้อีกด้วย เช่น รูปขอมดำดิน ที่เราได้แต่จินตนาการว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร แต่ว่าหนังสือเล่มนี้มีการวาดภาพเพื่อบรรยายเนื้อเรื่องไว้” อาจารย์ไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 45 และเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของหนังสือดรุณศึกษาเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี ในขณะที่ ฟ.ฮีแลร์ กำลังแต่งหนังสือดรุณศึกษา เป็นช่วงเวลาเดียวกับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะการแตกความสามัคคีกันของทางฝั่งตะวันตก อันส่งผลกระทบถึงความรู้สึกของ ฟ.ฮีแลร์ ทำให้เนื้อหาในหนังสือสอนเรื่องความสามัคคีกันของคนในชาติ การสอนเรื่องความรัก ความกลมเกลียวกันของคนในชาติ ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คนไทยยุคปัจจุบันต้องอ่าน เพื่อให้เกิดความสำนึกในการรักชาติ และสร้างความกลมเกลียวกันมากขึ้น การแบ่งพวกพ้อง แบ่งฝ่าย ย่อมไม่เกิดผลดีใดๆ แก่ชาติบ้านเมืองโดยรวมเป็นแน่
ผศ.อินทิรา บุนนาค กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิการพิมพ์ตำราดรุณศึกษา เล่าถึงการใช้แบบเรียนภาษาไทยนี้ว่า ในขณะที่การเรียนการสอนของไทยในยุคสมัยใหม่ๆ เกิดผลอย่างที่เห็น ก็คือเด็กไทยไม่สามารถอ่านเขียนได้อย่างแตกฉาน เมื่อพื้นฐานภาษาไทยไม่แตกฉาน การอ่านตำราเรียนอื่นๆ ให้เข้าใจ จึงยากที่จะเข้าใจ ทำให้ผู้ปกครองหลายคนเริ่มหันมามองแบบเรียนเก่าๆ ที่เขาเห็นว่าได้ผลที่ดีกว่าแบบเรียนในปัจจุบัน และแบบเรียนดรุณศึกษาก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะในช่วงเวลา 100 ปีที่ผ่านมานั้น ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นแบบเรียนภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย
หนังสือเล่มนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้ แต่ยังสอดแทรกแนวคิดด้านคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งที่ผ่านมาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เคยถูกนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำแค่เพียงออกแบบจัดวางให้มีความทันสมัยมากขึ้น ปกหนังสือสวยงามขึ้น แต่เนื้อหาภายในและรูปภาพประกอบยังคงเดิม
ทำให้เด็กๆ ที่เรียนด้วยตำราเรียนนี้ จะมีฐานคำศัพท์ที่กว้างขวางกว่าเด็กที่เรียนด้วยตำราใหม่ โดยครูผู้สอนจะเป็นคนคอยเล่าเรื่องราวของสังคมไทยสมัยก่อน และคำศัพท์คำไหนที่เลิกใช้ หรือไม่เป็นที่นิยมแล้ว เด็กๆ ก็จะได้รับทราบเช่นเดียวกับตำราเรียนที่ผู้ใหญ่เคยเรียนมาก่อน
“ปัญหาด้านการเรียนการสอนของไทยในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักสูตรของต่างประเทศเข้ามาใช้สอนเด็กไทย ซึ่งรูปแบบการสอนนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กไทย ทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้จนส่งผลไปทั้งระบบ ทำให้หลักสูตรหรือเนื้อหาที่สำคัญบางอย่างหายไป ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเรียนภาษาไทย ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องเร่งแก้ไข เพราะการเรียนภาษาไทยเป็นหลักสูตรสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่การอ่านทำความเข้าใจในวิชาอื่นๆ” ผศ.อินทิรา ให้ความเห็นด้านปัญหาการศึกษาของไทย
แม้ว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคสมัยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ภาษาไทยเราเป็นสิ่งที่มีรากฐานพัฒนาการมายาวนานหลายร้อยปี และกระทรวงศึกษาธิการเองก็เคยพลาดแล้วในครั้งที่เปลี่ยนชื่อมาจากกระทรวงธรรมการ เป็นกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้แบบหัดอ่านเบื้องต้น แบบเรียนเร็ว โดยนำระบบการเรียนแบบสหรัฐมาใช้ พอหลังปี พ.ศ. 2500 จึงพบว่าการหัดอ่านเขียนเบื้องต้นคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ผู้เรียนไม่ได้มีการนำมาใช้เป็นประจำ จะไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างแตกฉานเหมือนเคย ผิดกับการเรียนหนังสือไทยแบบเดิม ซึ่งเมื่อเรียนหนังสือไทยเบื้องต้นแตกแล้วจะสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยได้ชั่วชีวิต
หากเด็กไทยไม่มีความเข้าใจในพื้นภาษาและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแล้ว คงยากที่เราจะคงความเป็นไทยเอาไว้ได้ เหมือนดังเช่นเจตนาของ ฟ.ฮีแลร์ ที่แต่งตำราเรียนภาษาไทยนี้ขึ้นมาด้วยหวังว่าจะเป็นหนังสือเรียนภาษาไทยที่ให้เด็กไทยรุ่นใหม่ๆ ได้รู้และเข้าใจในความเป็นไทยด้วยใจรักสามัคคี ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยนั่นเอง


