
ศิลปะใหญ่ในเมืองอาร์ตๆ
เรื่อง อธิณป ลภณวุษ / ภาพ เอเอฟพี
“Grosse Kunstausstellung NRW Duesseldorf 2010” (Big Art Exhibition North RhineWestphalia Duesseldorf 2010) นิทรรศการศิลปะ “ใหญ่” ประจำ 2 ปีของเมืองดุสเซลดอร์ฟ และบรรดาเมืองทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำไรน์ อันเป็นงานศิลปะสนุกๆ ที่ปราศจากภัณฑารักษ์มากำหนดรูปแบบใดๆ โดยแต่ละครั้งจะมีงานศิลปะแบบเป็นที่รู้จักกันดีระดับหนึ่งแล้ว รวมทั้งงานศิลปะใหม่ๆ และศิลปินหน้าใหม่มาอวดโฉมให้ชมกันเพียบและแม้ว่าในงานนี้ สำหรับศิลปินผู้เป็นเอกเทศสามารถจะขายผลงานของตัวเองได้ ทว่าความมุ่งหมายของเวทีนี้มิได้หวังผลทางการค้ามากสักเท่าไร แต่มุ่งไปที่การได้ให้คนที่สนใจเข้ามารู้จัก และตื่นตาตื่นใจกับผลงานศิลปะ เทคนิคต่างๆ และความรู้การสร้างสรรค์ใหม่ๆ มากกว่า
สำหรับ Grosse Kunstausstellung NRW Duesseldorf 2010 ปีนี้ มีศิลปิน 157 รายเข้าร่วมแสดงผลงาน โดยมีให้เลือกชมทั้งจิตรกรรม ศิลปะกราฟฟิก ศิลปะพลาสติก ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย และวีดิทัศน์
จำนวน 157 รายกับผลงานประมาณ 300 ชิ้นของปีนี้ เป็นขนาดที่ย่อมลงจากปีที่แล้วๆ มา ทำให้ทั้งผู้จัดและผู้ชมสามารถจะคัดกรองคุณภาพ และรื่นรมย์กับผลงานได้ชัดเคลียร์ยิ่งขึ้น นิทรรศการจัดขึ้นที่หอศิลป์ทั่วเมืองดุสเซลดอร์ฟ ทว่าชิ้นเอกๆ ที่เป็นไฮไลต์นั้น รวมตัวกับอยู่ที่หอศิลป์ใหญ่ คือ พิพิธภัณฑ์คุนส์ต ปาลาสต์ (Museum Kunst Palast) หรือพระราชวังคุนส์ต (แห่งศิลปะ) ที่ถือเป็นศูนย์กลางในการจัดเทศกาลศิลปะแห่งเมืองดุสเซลดอร์ฟ และตอนเหนือของแม่น้ำไรน์ด้วย
ศิลปิน
“ขาประจำ” ของเทศกาลอันเป็นที่คุ้นหูยังคงพาเหรดมาอย่างครบถ้วน แต่ที่ทางผู้จัดภูมิใจเสนอ ก็คือ ศิลปินที่ยัง “โนเนม” และต้องการจะ “ถูกค้นพบ” ในงานนี้นิทรรศการเด่นๆ ก็อย่างเช่น งานของกลุ่มศิลปินท้องถิ่น นำโดยจิตรกรอย่าง แฮร์มันน์ โยเซฟ กูห์นา ศิลปินมือรางวัลที่มีพื้นเพอยู่ในดุสเซลดอร์ฟ หรือจะเป็น ฟลอรา ฮิตซิง ศิลปินหญิงจากโคโลญ เมืองทางตอนเหนือของแม่น้ำไรน์ นอกจากนี้ยังมีศิลปินจากเนเธอร์แลนด์อีกหลายคนที่ผลงานโดดเด่น
เทศกาล Grosse Kunstausstellung NRW Duesseldorf นี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากการแสดงศิลปะครั้งใหญ่ในกรุงปารีส เมื่อปี 1898 โดย ฟริตซ์ โรเบอร์ ศิลปินและนักอุตสาหกรรมชาวดุสเซลดอร์ฟได้ไปเห็นมากับตา จึงนำมาริเริ่มที่บ้านเกิดของตัวเองตั้งแต่ปี 1902 โดยเริ่มแรกทำตามความถนัดของตัวเขาเอง นั่นคือ ทำในรูปแบบอุตสาหกรรมศิลปะ โดยมีการแลกเปลี่ยนศิลปะของศิลปินในลุ่มน้ำไรน์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยผ่านศูนย์กลางทางหอศิลปะเยอรมนี
ฟริตซ์ยังดำริให้สร้าง
“พระราชวัง” ทางศิลปะ เพื่อที่จะเป็นหอศิลป์แสดงงานประจำปีของดุสเซลดอร์ฟ เหมือนที่ชาวปารีเซียงจัดแสดงศิลปะในพระราชวังจริงๆ ซึ่งปัจจุบันก็คือ พิพิธภัณฑ์คุนส์ต ปาลาสต์ นั่นเอง โดยตึกของพิพิธภัณฑ์หอศิลป์แห่งนี้ ลงทุนไปถึง 1.3 ล้านมาร์กทองคำ จากเงินทุนของเหล่าศิลปินและประชากรเมือง ที่ทั้งเรี่ยไร ทำพันธบัตร ตั้งกองทุน ฯลฯ เพื่อฝันที่เป็นจริงในการเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมพระราชวังแห่งศิลปะแล้วเสร็จในปี 1904 และการแสดงงานในปีนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ถึงขนาดที่บรรดาผู้ร่วมลงทุนหลักทั้งหลาย สามารถที่จะใช้หนี้ใช้สินได้ครบถ้วนกันภายในปีเดียว
ด้วยพิษของสงคราม การจัดนิทรรศการศิลปะอันยิ่งใหญ่ต้องยุติลงชั่วคราวนับแต่ปี 1924 กระนั้นชาวเมืองดุสเซลดอร์ฟก็อุ่นใจได้ เมื่อไม่มีใครคิดจะไปแตะต้องผลงานศิลปะ หรือ
“พระราชวัง” ที่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกเขา กระทั่งปี 1951 Grosse Kunstausstellung NRW Duesseldorf จึงได้ฤกษ์ฟื้นฟูบูรณาการทางศิลปะอีกคราว แต่กว่าจะได้จัดจริงๆ จังๆ อย่างต่อเนื่อง ต้องรอไปถึงปี 1978 นู่น ภายใต้ชื่อ Grosse Kunstausstellung Duesseldorf ก่อนที่กลุ่มศิลปินจากตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำไรน์จะมาเข้าร่วมในปี 1990 ซึ่งได้มีการลงทุนสร้างอาคารใหม่ขึ้นข้างๆ พิพิธภัณฑ์คุนส์ต ปาลาสต์ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และเปลี่ยนชื่อเทศกาลศิลปะประจำ 2 ปีนี้เป็น Grosse Kunstausstellung NRW Duesseldorf นับแต่นั้น






