posttoday
คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนจบ

คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนจบ

13 พฤษภาคม 2555

โดย...ว.วชิรเมธี

โดย...ว.วชิรเมธี

เป็นอันว่าเท่าที่เขียนชี้แจงมาตั้งแต่ต้น เชื่อว่าผู้อ่าน ผู้ที่คิดต่าง ผู้ที่พยายามตีความวลี “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย” ของผู้เขียนไปในทางตรงกันข้าม หรือตีความไปในทำนองบิดเบือนให้ผู้เขียนเสียหาย ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดๆ หรือแม้บางท่านที่เขียนชี้นำไปในทำนองก่อให้เกิดความเกลียดชัง หวังร้าย บาดหมาง สร้างประเด็นที่เกินกรอบของการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์จนกลายเป็นการก่นด่า ฯลฯ ก็คงจะเข้าใจได้ตรงกันเสียที ว่าความหมายที่แท้ของคมธรรมประจำวันดังกล่าวนั้น หมายความว่าอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน มีเจตนารมณ์อย่างไร

เมื่อเข้าใจตรงกันแล้วก็ถือว่าเราได้ร่วมกันแสวงหาปัญญา แสวงหาความรู้ แสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยนัยนี้ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่เห็นต่าง ขอย้ำเพียงว่า ความคิดเห็นแตกต่างที่แสดงออกมาอย่างจริงใจนั้น เป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ขอติงเพียงนิดเดียวว่า ลำพังการมีความคิดเห็นอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีความรู้จริงในสิ่งที่ตนจะแสดงความคิดเห็นมาประกอบด้วย ดังนั้นทางที่ดีก่อนแสดงความคิดเห็นขอให้ช่วยกัน “หาความรู้ให้แน่ ใช่แค่คิดเอา” มิเช่นนั้นแล้วการใช้เสรีภาพทางปัญญาจะกลายเป็นการก่นด่า แสดงอารมณ์ ยุให้รำตำให้รั่ว มากกว่าแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้วิธีการและการใช้ท่าทีทางปัญญาในเชิงสร้างสรรค์

อย่าให้ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ต้องมานั่งเสียใจว่า เขาอุตส่าห์พัฒนาเฟซบุ๊กขึ้นมาด้วยปัญญาเชิงสร้างสรรค์ สำหรับเป็นรากฐานและเครือข่ายให้คนทั่วโลกใช้ในทางสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาโลกนี้ให้ดีกว่าเดิม แต่เราคนไทยกลับนำเทคโนโลยีขั้นสูงนี้มาใช้เพียงเพื่อ “ใส่ร้ายก่นด่าล่าแม่มด” กันเท่านั้นเอง

คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนจบ

 

หมายเหตุ : เรื่องสืบเนื่อง

ในช่วงสองปีมานี้มีผู้ที่ติดตามข้อเขียน บทความ รายการโทรทัศน์ ที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในต่างกรรมต่างวาระ นำเอา “ข้อคิดความเห็น” ของผู้เขียน ซึ่งพูด “ฉบับเต็ม” หรือ “ฉบับสมบูรณ์” ที่มีบริบท (ข้อความแวดล้อม) จำเพาะเรื่อง จำเพาะสถานการณ์ที่ถ้า “ฟังให้ตลอด ครบถ้วนกระบวนความ” ตลอดสายก็จะเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดครบถ้วน แทบไม่เหลือช่องให้ตีความเป็นอื่นในทางเสียหาย หรือเข้าใจผิด มา “ตัดต่อดัดแปลงตกแต่ง” เพียงบางตอน บางคำ บางบท ให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม ทั้งนี้ จะด้วยเจตนาแบบใดก็แล้วแต่ แล้วจากนั้นก็ “เขียนชี้นำ” เพื่อสร้างความเข้าใจผิดเพี้ยนไปจากฐานข้อมูลเดิม ทำให้มีผู้พลอยเข้าใจผิดจากหลักธรรมแท้ๆ ที่ต้องการสื่อสารอยู่เสมอ

ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอชี้แจงไว้ในที่นี้ว่า การแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่ทุกคนมีสิทธิกระทำได้อยู่แล้ว ความคิดเห็นที่แตกต่างที่หากทำด้วยเจตนาดีและมีความรับผิดชอบ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ขอให้ข้อคิดเพียงว่า “ก่อนแสดงความคิดเห็น และส่งต่อความคิดเห็นนั้นๆ ควรหาความรู้ให้ถ่องแท้แน่ชัด” เสียก่อน ไม่ใช่เห็นบางคำ บางภาพ บางข้อความ ที่ถูก “ตัดตอน” ออกมาเผยแพร่ ก็รุมกระหน่ำแสดงความคิดเห็นเหมือนปลาปิรันยาฮุบเหยื่อด้วยความตะกรุมตะกราม ขาดสติ

อย่างน้อยที่สุดควรใช้วิจารณญาณก่อนการแสดงความคิดเห็น ต้องศึกษาบริบทแวดล้อมของข้อมูลต่างๆ ที่ตนจะเขียนถึง พูดถึง ว่าเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบใด ต้องไม่ลืมว่า ในขณะที่เรากำลัง “ตัดสินคนอื่น” เราก็กำลังเปิดเผยสติปัญญาของเราให้คนอื่นได้เห็นด้วยเช่นกันว่า วิธีที่เราคิด วิธีที่เราแสดงออก มันสะท้อนระดับการศึกษา อุปนิสัยและสติปัญญาของเราว่ามีอยู่อย่างไร และกำลังใช้สิ่งที่มีอยู่นั้นด้วยคุณภาพระดับไหน โฆษณาเรื่อง “พ่อใบ้” ของไทยประกันชีวิต น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ชอบตัดสินคนอื่นจาก “ภาพบางภาพ คำบางคำ” ได้เป็นอย่างดี ว่าไม่ควรด่วนตัดสินอะไรจากการเห็นเพียง “เงา” หรือ “เศษเสี้ยวของความจริง” แล้วก็ร่วมกระจายความเห็น ความเข้าใจที่ผิดกันอย่างง่ายดาย

เราคนไทยไม่ควรสนุกกับการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ควรสนุกกับการแสวงหาความรู้ก่อนที่จะเชิดชูความเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่รักและสนุกกับการชอบให้ความเห็นในประเด็นต่างๆ ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ผู้เขียนขอมอบหลักกาลามสูตรอันเป็นการวาง “ท่าทีทางปัญญา” ต่อการเสพข้อมูลข่าวสารในยุคไอทีไว้ให้พิจารณาดังต่อไปนี้ (เพื่อที่จะได้ไม่ถูกท่วมทับด้วย “ขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร” และเผยแพร่ข้อคิดความเห็นอย่างมักง่าย)

ท่าทีในการบริโภคข้อมูลข่าวสารยุคไอที

1.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา

2.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

3.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือต่อๆ กันมา

4.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา

5.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการใช้ตรรกศาสตร์

6.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

7.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

8.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่า เข้ากันได้กับความเชื่อของตน

9.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการมองว่า โดยรูปลักษณ์น่าจะเป็นไปได้

10.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา

ต่อเมื่อใดก็ตาม รู้ เข้าใจ ด้วยตนเองว่า ธรรม (เรื่อง) เหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้น จึงควรละ หรือปฏิบัติตามนั้น (องฺ.ติก.20/505/241)

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล